GWM, รถยนต์, รถใหม่ในไทย, รีวิวรถยนต์, ไฮไลท์ข่าวเด่น
รีวิว New GWM Haval H6 PHEV ปรับใหม่ทั้งคัน แบตฯ ลูกใหม่วิ่งไกล 150 กม. ขับจริงถึงมั้ย ! !
ทดลองขับ New GWM Haval H6 PHEV เอสยูวีรุ่นปรับโฉมใหม่ ที่มากับแบตเตอรี่ลูกใหม่ ปรับขนาดเล็กลง วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ไกล 150 กม. ลองให้รู้ ว่าขับใช้งานจริงถึงมั้ย ! มีคำตอบอยู่ด้านในไปชมกันเลย…ส่วนราคาไปลุ้นกันในงาน Motor Show 2025
โดย Phalath6 เดือนที่แล้ว1.7kผู้อ่าน
ถือว่าเป็นธรรมเนียมปฎิบัติไปแล้วสำหรับการเปิดตัวรถของทางค่าย GWM ที่จะมีการให้รีวิวรถกันก่อนล่วงหน้า ก่อนที่จะเปิดราคาจำหน่าย ซึ่งเจ้า New GWM Haval H6 โฉมใหม่นี้ ก็เป็นเช่นนั้น
โดยก่อนทื่จะมีการเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ที่ในงาน MotorShow 2025 ที่จะถึงนี้ ทาง GWMก็ได้เชิญนักข่าว รวมทั้งอินฟลูเอนเซอร์สายยานยนต์ เข้ารวมรีวิว และทดสอบเจ้า New GWM Haval H6 รถเอสยูวีโฉมใหม่ ที่ว่ากันว่า ปรับใหม่พื่เอาใจคนไทยโดยเฉพาะ
ซึ่งก่อนที่จะทดลองขับ เรามาดูกันก่อนว่า New GWM Haval H6 โฉมใหม่นี้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมอะไรกันบ้าง ?
ภายนอกปรับใหม่จากเดิม หล่อขึ้น ขึ้นกว่าเดิม
New GWM Haval H6 โฉมปี 2055 นี้จะมีให้เลือก 3 รุ่น ครอบคลุมทั้งรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด และปลั๊กอิน-ไฮบริด ได้แก่ New GWM Haval H6 Hybrid SUV รุ่น PRO, New GWM Haval H6 Plug-in Hybrid SUV รุ่น PRO และ New GWM Haval H6 Plug-in Hybrid SUV รุ่น ULTRA โดยมีสีตัวถังให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเทา, สีดำ และสีขาว
สำหรับการเปลี่ยนแปลงนั้นจัดอยู่ในระดับ Big Minor Change ไม่ถึงกับขั้น All New มาพร้อมกับการอัปลุคใหม่ให้ดูทันสมัยยิ่งกว่า เพิ่มความสปอร์ต และความสมาร์ตในทุกองศา เริ่มจากเปลี่ยนกระจังหน้า และกันชนหน้าใหม่มาในเฉดสี Smoke Chrome เติมความดุดันด้วยไฟหน้า LED อัจฉริยะแบบรมดำ รวมถึงระบบไฟ Signature Light แบบ Waterfall สะท้อนเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างชัดเจน
อีกทั้งในส่วนของคิ้วประตู คิ้วฝาท้าย หน้าต่าง ด้านข้างของรถ และราวหลังคาปรับเปลี่ยนมาใช้โทนสี Piano Black (เปียโนแบล็ก) รวมถึงในส่วนของไฟท้ายแบบ LED Light Strip ก็มาในแบบรมดำ
นอกจากนั้นยังมากับราวหลังคาแบบสีดำเปียโนแบล็ก, เสาอากาศแบบครีบฉลาม, ประตูเปิด-ปิดไฟฟ้า สำหรับ New GWM Haval H6 Plug-in Hybrid SUV รุ่น ULTRA จะได้ระบบแฮนด์ฟรีเพียงแค่ยกเท้าผ่านระบบเซนเซอร์ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายรถก็จะทำการเปิดโดยอัตโนมัติ
และยังได้รับหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิกเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ที่สามารถสั่งงานจากปุ่มที่อยู่บนผนังหลังคาด้านใน หรือจากหน้าจอควบคุมส่วนกลาง
ขณะที่ชุดล้ออัลลอยลายใหม่รมดำขนาด 19 นิ้ว เติมความดุดันสปอร์ตด้วนคาลิเปอร์เบรกสีแดง (เฉพาะ PHEV รุ่น ULTRA) พร้อมรัดดด้วยยาง 235/55 R19 สำหรับ New GWM Haval H6 Plug-in Hybrid ส่วนในรุ่น HEV นั้นชุดล้อยังคงลวดลายเดิมเพียงแต่ปรับให้มาเป็นเแบบสีรมดำ พร้อมรัดด้วยยางขนาด 225/55 R19
และสิ่งปรับเปลี่ยนจากเดิมคิอโลโก้ใหม่จากคำว่า “HAVAL” เป็น “GWM” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แบรนด์ภายใต้ “ONE GWM” เหมือนกันทั่วโลก
มิติตัวถังยังคงเดิม
New GWM Haval H6 ยังคงมากับมิติตัวรถที่มีความยาว 4,703 มม., กว้าง 1,886 มม., สูง 1,730 มม., ระยะฐานล้อ 2,738 มม. ระยะความสูงใต้ท้องรถ 170 มม.
ภายในปรับใหม่หมด เอาใจผู้ใช้ชาวไทยโดยเฉพาะ
เมื่อเข้าไปยังห้องโดยสารของ New GWM Haval H6 จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เป็นสีเบจ ถูกปรับเปลี่ยนมาในเป็นแบบโทสาีดำ ทุกรุ่นย่อยทั้งแบบ PHEV และ HEV
ภายในจะเพิ่มการตกแต่งด้วยวัสดุแบบบุนุ่มมากขึ้น ตัวเบาะหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์สีดำ เบาะนั่งสบาย ไม่อีดอัด (ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะมีขนาดตัวที่ใหญ่ยังนั่งสบาย) โดยฝั่งผู้ขับสามารถปรับไฟฟ้าได้ถึง 6 ทิศทาง มาพร้อมระบบดันหลังไฟฟ้า ส่วนฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับตำแหน่งด้านคนขับ ร่วมกับระบบระบายอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า
นอกจากความสะดวกสบายที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารในเบาะนั่งแถวที่ 1 ได้รับแล้ว เบาะนั่งแถวที่ 2 ของ New GWM Haval H6 ทุกรุ่น ก็มอบความสะดวกสบายให้ทุกที่นั่งไม่แพ้กัน ด้วยพนักพิงเบาะพับได้แบบ 60:40 ที่มาพร้อมกับพนักพิงศรีษะตอนกลาง พนักวางแขนตอนกลาง พร้อมที่วางแก้วน้ำ
ในส่วนของแผงคอนโซลหน้าก็ปรับใหม่ให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น โดยจุที่ปรับใหม่แล้วดีงามก็คือ หน้าจอมัลติมีเดียจากเดิม 10.25 นิ้ว ถูกปรับใหม่ให้มีขนาดที่ใหญขึ้นเป็น 14.6 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay, Android Auto (จะเปิดให้ใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป) รวมทั้งรองรับทั้งระบบ Bluetooth และ MP3
นอกจากนั้นในส่วนหน้าจอควบคุมส่วนกลางนี้ ยังได้รัยอัปเกรดเต็มพิกัด โดยมากับระบบปฏิบัติการสุดล้ำ กับ User Experience (UX) และ User Interface (UI) ที่เหนือระดับและความสะดวกสบายที่ยิ่งกว่า ผ่าน Coffee OS 3.0 + QUALCOMM Snapdragon 8155 ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะจาก GWM ที่ให้การใช้งานและการสั่งการเป็นไปได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และลื่นไหลในทุกการขับขี่ ควบคุมทุกฟังก์ชันผ่านหน้าจอ ทั้งประตูท้ายรถ หลังคาซันรูฟ และอื่น ๆ อีกมากมาย
อีกทั้งยังติดตั้งระบบแผนที่ของทาง Huawei Petal Map ที่ช่วยให้การค้นหาเส้นทางแม่นยำ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนทำให้เราลืม Google Map ไปเลยก็ว่าได้
รวมยังสามารถปรับเปลี่ยนหน้าจอสั่งการได้ตามความต้องการ พร้อมสามารถ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใหม่ ๆ เข้ามาใช้งานเพิ่มเติมจาก GWM app store ได้อีกด้วย
ส่วนหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบจะเป็นแบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว ที่ดูง่ายชัดเจน และยังมีหน้าจอ HUD ที่สะท้อนข้อมูลไปยังกระจังลมหน้า โดยจะแสดงข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเร็วของตัวรถ แผนที่นำทาง ที่แถบจะไม่ต้องมองผ่านหน้าจอส่วนกลางเลย
นอกจากนั้น New GWM Haval H6 ยังมาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) เพิ่มความสะดวกและลดการสัมผัสปุ่มขณะขับขี่ระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนด ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมตัวกรองอากาศ CN95 และช่องแอร์ด้านหลัง ช่วยให้ทุกการเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อไวไฟและระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย (Wireless Charger) สูงถึง 50W
ขณะที่คอนโซลกลางก็ถูกดีไซน์ใหม่ทั้งหมด โดยจะมาแบบ 2 ชั้น พร้อมพนักวางแขนและที่วางแก้วน้ำ ขณะที่ชุดเกียร์นั้นจะย้ายไปติตดั้งอยู่ด้านหลังพวงมาลัย
ด้านชุดอุปกรณ์ก็จัดมาให้เต็ม แบบครบสรรพ ทั้งระบบเครื่องเสียง Amor luxury hifi system ลำโพงจำนวน 8 ตำแหน่ง และในรุ่น ULTRA มาพร้อม Sub-Woofer ให้เสียงคมชัดทั่วถึงทั้งคัน และยังมีระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็วรถของรถ เพิ่มความสุนทรีในการขับขี่ตลอดทั้งเส้นทาง
ชุดไฟ Ambient Light ที่สามารถปรับจังหวะตามเสียงเพลง / ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลัง 4 จุด และช่องต่อ USB สำหรับกล้องบันทึกภาพ 1 จุด /กุญแจ Smart Key และระบบ Push start system, กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ (เฉพาะใน New GWM Haval H6 Plug-in Hybrid SUV รุ่น ULTRA)
ระบบความปลอดภัยครบครันตามมาตรฐาน GWM
New GWM Haval H6 จะได้รับการติดตั้งระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยีอัจฉริยะมากกว่า 31 รายการ อาทิ กล้องแสดงภาพความละเอียดสูงรอบทิศทาง 540 องศา (กล้องรอบคันและด้านใต้ท้องรถ) ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) และอื่น ๆ อีกทั้งยังมีระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน (LCA) ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB)
นอกจากนั้น ยังมากับ GWM แอปพลิเคชันอัจฉริยะ ที่เชื่อมต่อและการควบคุมรถจากระยะทางไกลผ่าน
ไม่วาจะเป็นการตรวจสอบสถานะประตูและหน้าต่าง ระบบปรับอากาศ รวมทั้งตรวจสอบระยะทางทั้งหมด ระยะทางวิ่งคงเหลือ ปริมาณน้ำมัน สถานะอุณหภูมิและแรงดันลมยาง / ระบบช่วยเตือนเมื่อสถานะประตูและหน้าต่างห้องโดยสารผิดปกติ / ระบบช่วยเตือนเมื่อปริมาณน้ำมันต่ำ / ระบบค้นหาตำแหน่งรถยนต์ / ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ / ระบบล็อกและปลดล็อกประตู / ระบบปิดกระจก / ระบบเปิด-ปิดระบบปรับอากาศ / ระบบตรวจสอบสถานะการชาร์จ / ระบบจัดการการชาร์จ อีกทั้งยังมีระบบตรวจสอบสถานะและระบบปิดหลังคาซันรูฟ
สมรรถนะยังคงเดิมเปลี่ยนเพียงขนาดแบตเตอรี่ที่เล็กลง แต่ วิ่งไฟฟ้าไกลสุดในคลาสเดียวกัน (รุ่น PHEV)
New GWM Haval H6 PHEV มากับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ผสานพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลัง 240 kW (326 แรงม้า) แรงบิด 530 นิวตันเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ที่ปรับขนา่ดเล็กลงโดยเป็นแบบ Lithium Ion ขนาดความจุ 27.54 kWh (จากของรุ่นเดิมจะเป็นแบตเตอรี่ Lithium Ternary ขนาด 34 kWh) วิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระบยะทาง 150 กม. (มาตราฐาน NEDC) ไกลที่สุดในคลาสเดียวกัน
มาพร้อมหัวชาร์จแบบ CCS Type 2 combo ซึ่งรองรับการชาร์จแบบ DC 41 kW ที่ชาร์จได้รวดเร็วทันใจในการชาร์จกว่ารถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริดในเซกเมนต์เดียวกันอีกทั้งยังมาพร้อมกับความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 55 ลิตร
ส่วน New GWM Haval H6 รุ่นไฮบริด มากับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลัง 110 kW แรงบิดสูงสุด 230 นิวตันเมตร ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 179 kW (243 แรงม้า) แรงบิด 530 นิวตันเมตร มาพร้อมกับความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 61 ลิตร
โดยทุกรุ่นจะสางกำลังด้วยชุดเกียร์ DHT (Dedicated Hybrid Transmission) ซึ่งเป็นระบบเกียร์ที่ถูกพัฒนาและออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับเครื่องยนต์ไฮบริด
ส่วนระบบช่วงล่างที่มีการพัฒนาใหม่เพื่อตอบโจทย์ความชื่นชอบและการขับขี่ของคนไทยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีพวงมาลัยไฟฟ้าปรับ 3 ระดับ,โหมดการขับขี่ถึง 4 โหมด (ปกติ,สปอร์ต,ประหยัดและหิมะ) แต่ New GWM Haval H6 รุ่นปลั๊กอิน-ไฮบริด มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 2 ระบบ ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด และโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีความจุถังน้ำมันถึง 61 ลิตร ในรุ่นไฮบริดและ 55 ลิตร ในรุ่นปลั๊กอิน-ไฮบริด
สรุปหลังขับทดสอบ New GWM Haval H6 PHEV
สำหรับการขับขี่นั้น ทางทมีมงานจะทดลองขับแบบในโหมดไฟฟ้าล้วน ๆ เพียงอย่างเดียว เพื่อจะทดลองแบตเตอรี่ลูกใหม่ที่ผลิตจากโรงงาน SVOLT Energy ในประเทศไทยนั้นที่เคลมว่าวิ่งได้ 150 กม. นั้นจะทำได้จริงมากน้อยขนาดไหน (ชมคลิป บุกโรงงานประกอบแบตเตอรี่ GWM ในประเทศไทย ได้ที่ บุกโรงงานประกอบแบตเตอรี่ GWM ในประเทศไทย มาตรฐานเป็นอย่างไร? ไว้ใจได้แค่ไหน? ไปดูให้เห็นกับตา!!)
ซึ่งในส่วนของชุดแบตเตอรี่ใหม่ของ New GWM Haval H6 PHEV นั้นจะถูกปรับขนาดให้เล็กลง ส่งผลทำให้มีน้ำหนักที่น้อยลงกว่าเดิม 2 กก. รวมทั้งยังเปลี่ยนในส่วนของเซลแบต ด้านในใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนการจัดวาง โดยจากเดิมที่มาในแบบเหลี่ยมถูกเปลี่ยนรมาเป็นทรงกลม พร้อมเปลี่ยนการวางจากกแนวนอนให้มาเป็นแบบแนวตั้ง ขณะที่จุดยึดต่าง ๆ และการวางตำแหน่งของตัวแบตเตอรี่กับตัวบอดี้รถนั้นยังคงเดิม
โดยทางทีมงาน Autostation.com รับหน้าที่ไม้ 2 ในช่วงขากลับ จากพัทยามุ่งหน้าสู่ GWM ลาดกระบัง หลังจากช่วงแรกขาไปทางน้องนักข่าว ก็ขับ ในโหมด EV โดยใช้ไฟฟ้าไป 93% จากระยะทาง 131 ก.ม. และใช้น้ำมันไปเพียง 0.6 ลิตร เท่านั้น
ซึ่งหลังจากนั้นในช่วงก่อนี่จะเดินทางกลับก็ได้ทำการชาร์จไฟ โดยเป็นการชาร์จแบบ DC ซึ่งชาร์จไปเพียง 94% โดยใช้เวลาชาร์จไฟราว ๆ 45 นาที โดยมีกำลังไฟอยู่ที่ 23.848 kWh
ซึ่งจากการที่สัมผัสเจ้า New GWM Haval H6 Plug-in Hybrid ใหม่นั้น ก็สะดุดกับรูปโฉมใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี มีความสปอร์ต ดูโฉบเฉี่ยวขึ้น น่าจะถูกจริตกับคนไทยที่ชอบบความสปอร์ตดุดัน ด้วยชุดแต่งภายนอกที่มาในแบบเฉดสีดำเกือบทุกชิ้น
นอกจากนั้นเมื่อเข้ามานั่งภายในห้องโดยสารก็ต้องบอกว่าเปลี่ยนภาพจำจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ด้านในดุพรีเมียม สปอร์ตกว่าเดิม อีกงยังออกแบบให้ทุกชิ้นงาน ใช้งานได้จริง และง่ายขึ้นโดยเฉพาะหน้าจอควบคุมส่วนกลางที่ปรับใหม่ ใหญ่ขึ้น ใช้งานได้ง้าย การสัมผัส ปรับเปลี่ยนคล่องแคล่ว ลื่นมือ การเข้าใช้งานดุโหมดต่าง ๆ เจ้าถึงง่าย ไม่ยุ่งยาก ด้วยตัวอักษรที่ใหญ่มองเห็นชัด
เบาะที่นั่งกระชับไม่เล็ก ไม่ใหญ่เกินไป วัสดุที่ตกแต่งดูพรีเมียมลงตัว มีการใช้วัสดุแบบบุนิ่มเพิ่มเติมเข้ามากกว่าเดิม ระบบเครื่องเสียงอันนี้ต้องบอกว่าแจ๋ม ดูดีมีระดับ
ในส่วนเรื่องการขับขี่ฟิลลิ่งต่าง ๆ ของตัวรถนั้นดูดีกว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่ทาง GWM บอกว่าแถมจะไม่มีการปรับอะไร จะมีก็เพียงในส่วนของน่ำหนักตัวแบตเอตรี่ที่ลดลงไปเพียง 2 กก. การจากเปลี่ยนขนาดของแบต ฯ ให้เล็กลงเท่านั้น
ด้านของพวงมาลัยมีการปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมจับกระชับมือมากขึ้น อันนี้ดีงาม ส่วนการขันขี่นั้นทางทีมงานขัยโดยใช้โหมด EV เพียงอย่างเดียว นับตั้งแต่ออกจากพัทยา โดยใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. เพื่อจะทดลองขับขี่แบบรถครอบครัวจริง ๆ (อาจจะมีกดบางเล็กน้อยในส่วนจัวหวะเร่งแซง) พอเริ่มออกตัว ตัวรถเคลื่อนที่แบบไร้แรงหน่วง พอเติมคันเร่งไปอีกนิดตัวรถไหลลื่นได้ดี ไม่มีความรู้สึกว่ารถหนักเลย ขณะที่เสียงจากภายนอกเข้ามานั้นถือว่าเก็บงานได้ดี มีเสียงรบกวนน้อยมาก
โดยระหว่างใช้ระบบ EV สัมผัสได้ว่าอัตราเร่งให้ความรู้สึกเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ทันใจไม่ต้องรอรอบเครื่องยนต์ แต่การที่คันเร่งไม่มีแรงต้านเหมือนรถปลั๊กอิน ไฮบริดของแบรนด์ยุโรป หากคนที่ไม่เคยขับรถ PHEV อาจจะเหยียบเพลินทำให้เครื่องยนต์ติดมาช่วยเสริมกำลังโดยไม่รู้ตัวได้
นอกจากนั้ตัวรถยังมีอาการโคลงที่ลดลงจากเดิมเป็นอย่างมาก ถึงแม่บอดี้จะใหญ่ ก็สามารถมุดซ้าย- ขวาได้อย่างสบายไม่มีกังวล
ในด้านอัตราสิ้นเปลืองของ New GWM Haval H6 PHEV ใหม่ในช่วงขากลับ ที่ทำการทดลองขับนั้น ได้ชาร์จไฟจาก 14 – 94% จากการชาร์จแบบ DC โดยระยะทางวิ่งในขากลับมายัง GWM ลาดกระบัง ที่ระะยะทางอยู๋ที่ราว ๆ 142.4 กม. ใช้ความเร็วในช่วง 100-120 กม. เป็นหลัก โดยตลอดระยทางนั้นจะวิ่งในเส้นทางมอเตอรฺเวย์ ซึ่งจะมีระเน้นบาง บางบ้างเป็นระยะ ๆ รวมทั้งยังสายฝนตกมาให้พอชุ่มฉ่ำ เป็นช่วง ๆ โดยการวิ่งจะใช้เป็นโหด EV ล้วน ๆ ซึ่งผลปรากฎว่ามาถึงจุดหมายปลายทางสบาย ๆ ซึ่งเมื่อเปิดหน้าจอดู จะเห็นว่ามีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 18.5 kWh และใช้น้ำมันเขื้อพลิงไปเพียง 0.5L/100k.m. เท่านั้น
ดังนั้นจึงทำให้เห็นว่า Length ระยะทางจากการใช้งานจริง ในโหมดการขับขี่ EV ของเจ้า Haval H6 เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริด รุ่นนี้สามารถใช้งานได้จริงอย่างที่ทางผู้ผลิตเคลมไว้จริง ๆ
สรุป H6 PHEV
New GWM Haval H6 PHEV ถือว่าเป็นรถเอสยูวีสำหรับสายครอบครัว มราเหมาะกับการใช้งานทั้งในเมือง และนอกเมือง เรียกว่าถ้าบ้านหรือที่พักอยู่ในเมือง และชีวิตประจำต้องขับรถใช้งานในเมืองเป็นหลัก อันนี้ต้องบอกว่าตอบโจทย์ เพราะขับรถไปทำงานแถบจะไม่ต้องใช้น้ำมันเลย รวมทั้งถ้าจะขับรถพาครอบครัวมาเที่ยวในระบะทางไม่ไกลมากนัก ก็สามารถทำได้จริง เพราะถึงจะต้องชาร์จไฟในช่ขากลับ ก็ใช้เวลาที่ไม่นานเกินรอ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจุดเด่นจริง ๆ คือ ความแรงที่ให้แบบเหลือกดคันเร่งทุกครั้งรู้สึกได้ถึงพลัง ช่วงล่างที่ดีทำให้นั่งสบายในทางไกล
ถ้าคุณ ๆ ยังกังวลใจกับรถยนต์ไฟฟ้า 100 % (BEV) New GWM Haval H6 PHEV น่าจะเป็นอีกหนึ่งในคำตอบนั้น เพราะการใช้งานการขับยขี่นั้นใกล้เคียงรถยนต์ไฟฟ้ามาก ๆ แถมวิ่งออก ตจว. แบบไกล ๆ ก็ได้ โดยไม่่ต้องพะวงที่ชาร์ เพราะตัวรถนั้นนอกจากวิ่งในโหมด EV แล้ว ยังวิ่งน้ำมันได้อีกด้วย
สำหรับราคาจำหน่ายของ New GWM Haval H6 ใหม่ทั้ง 3 รุ่นย่อยนั้นจะถูกประกาศในวันที่ 24 มี.ค. นี้ ภายในงาน MotorShow 2025
ซึ่งบอกเลยถ้าเปิดราคาออกมาแบบว๊าวววว ๆ ในเริ่มต้นราคาเริ่มที่ต่ำกว่าล้าน รับรองงานนี้มีเฮ…เพราะถือว่าการปรับเปลี่ยนใหม่ครั้งนี้ทำมาดีเกินคาด
See more
- บทความก่อนหน้าMercedes-AMG G 63 เอสยูวีตัวแรง 585 แรงม้า เปิดตัวในไทย เริ่ม 18.8 ล้านบาท
- บทความถัดไปMercedes-AMG GT 63 4MATIC+ รถสปอร์ตตัวแรง 585 แรงม้า เปิดขายในไทยเริ่ม 15.9 ล้านบาท
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- GWM, รถใหม่ในไทย, ไฮไลท์ข่าวเด่นALL New GWM HAVAL H6 ใหม่ เปิดราคาในงาน Motor Show 2025 เริ่ม 9.29 แสนบาท
- Toyota, รถยนต์, รถใหม่ในต่างประเทศAll-new Toyota RAV4 เจนฯ 6 มีให้เลือกทั้ง HEV และ PHEV
MG, รถยนต์, รีวิวรถยนต์, ไฮไลท์ข่าวเด่น
รีวิว All-New MG3 Hybrid+ รถยนต์ Hybrid ที่แรงที่สุด และโคตรประหยัด น้ำมันถังเดียววิ่งได้ 970 กม.
สัมผัสแรก All-New MG3 Hybrid+ ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ บอกเลยคู่แข่งในกลุ่ม B-Segment มีหนาว!!
โดย M O N S T E Rประมาณหนึ่งปีที่แล้ว999ผู้อ่าน

MG เตรียมส่ง All-New MG3 Hybrid+ ลุยตลาด B-Segment ในประเทศไทย โชว์ความเหนือชั้น Best in Class ทั้งด้านความแรง ความประหยัด ความกว้างขวาง และระบบความปลอดภัยที่มากกว่า ซึ่งวันนี้ทีมงาน Autostation มีโอกาสได้ไปทดลองขับมาแล้ว บนเส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในการ “Challenge น้ำมัน 1 ถังวิ่งได้กี่กิโลเมตร?”

สำหรับรายละเอียด และสเปคเบื้องต้นของ All-New MG3 Hybrid+ สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ที่บทควา สเปค All New MG3 Hybrid+ เวอร์ชันขายไทย ก่อนเปิดตัวสิงหาคมนี้

ที่สุดของ B-Segment ระดับ Best in Class
แรงกว่า Faster
ในด้านความแรง MG3 Hybrid+ 2024 มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว แบ่งเป็นมอเตอร์ขับเคลื่อน และมอเตอร์ปั่นไฟ ที่ให้กำลังรวมสูงถึง 194 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบส่งกำลัง Hybrid แบบ 3-Speed Ratio มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 8 วินาที และจังหวะเร่งแซง 80-120 กม./ชม. ภายใน 5 วินาที ส่วน Top Speed ถูกล็อคเอาไว้ที่ 170 กม./ชม.

ซึ่งถ้านำสเปคตัวเลขทั้งแรงม้า แรงบิด และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ไปเทียบกับรถในกลุ่ม B-Segment หรือแม้แต่รถยนต์ Hybrid ในกลุ่ม Crossover ที่มีขายอยู่ในปัจจุบัน ต้องบอกว่า All-New MG3 Hybrid+ โดดเด่นที่สุดในคลาส

ประหยัดกว่า Saver
แม้ว่าตัวเลขอัตราบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของ MG3 Hybrid+ 2024 ตามที่ระบุไว้ใน Eco Sticker จะทำได้ที่ 26.2 กม./ลิตร ก็ตาม แต่รูปแบบการทำงานของระบบ Hybrid ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ภายใต้ชื่อ Hybrid+ นั้น มีความอัจฉริยะ และใช้มอเตอร์ในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ซึ่งแบ่งการทำงานได้เองโดยอัตโนมัติถึง 8 โหมด ได้แก่

- EV Mode ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ 100%
- Series ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ แต่เครื่องยนต์จะช่วยในการปั่นไฟ
- Series+ Charge วิ่งด้วยระบบไฟฟ้า แต่เครื่องยนต์จะช่วยปั่นไฟ และทำการชาร์จไฟ
- Direct Propulsion เครื่องยนต์ส่งกำลังในการขับเคลื่อน 100%
- Parallel เมื่อใช้อัตราเร่ง หรือขึ้นทางลาดชัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ทำงานพร้อมกัน
- Direct Propulsion or Drive Charge เครื่องยนต์ส่งกำลังขับเคลื่อน และทำการชาร์จไฟ
- Regen ขณะมีการผ่อน หรือ ถอนคันเร่ง จะทำการชาร์จพลังงานไปจัดเก็บที่แบตเตอรี่
- Idle Charge รถจอดหยุดสนิท เครื่องยนต์จะทำการปั่นไฟไปจัดเก็บที่แบตเตอรี่


กว้างขวางกว่า Larger
ด้วยขนาดมิติตัวถังของ MG3 Hybrid+ 2024 ที่มีขนาดกว้างถึง 1,797 มม. ส่งผลให้ภายในห้องโดยสารนั่งได้สบาย และพื้นที่ห้องสัมภาระท้ายมีขนาดใหญ่ถึง 293 ลิตร และขยายได้ถึง 1,037 ลิตร เมื่อพับเบาะนั่งแถวหลังลง เพื่อรองรับทุกรูปแบบการใช้งาน



ปลอดภัยกว่า Safer
All-New MG3 Hybrid+ มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADAS 8 ฟังก์ชั่น และระบบความปลอดภัยพื้นฐานแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB
- ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH
- ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA
- ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว XDS
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS
- ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS
- ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมปรับองศาพวงมาลัยหากออกนอกเลน ELK
- ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA
- ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชน FCW
- ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB
- ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ UDW
- ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ ICA
- ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC
- ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย

ที่กล่าวมาด้านบนทั้งหมด ก็คือจุดเด่นของ All-New MG3 Hybrid+ แต่ทว่าในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่ หลังจากที่ได้ลองขับทางไกล กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ระยะทางร่วมๆ 700 กม. ก็พอจะบอกได้ว่า
ในด้านอัตราเร่ง ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของ MG3 Hybrid+ 2024 ทั้งจังหวะออกตัว หรือจังหวะเร่งแซงทำได้เฉียบขาด และโดดเด่นกว่ารถในกลุ่ม B-Segment ที่เคยได้สัมผัสมา และแน่นอนว่าตัวเลขที่เคลม 0-100 ภายใน 8 วินาที มันเทียบเท่ากับรถยนต์ไฟฟ้าในราคาเฉียดล้านบาทได้เลย และยังไม่มี City Car คันไหนทำได้มาก่อน ฉะนั้นจุดขายที่ว่าแรงสุดในกลุ่มนี้คงไม่ใช่คำพูดที่เกินจริง

ในส่วนของ Handling และระบบช่วงล่าง จุดนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของ MG เขาอยู่แล้ว เพราะเป็นระบบช่วงล่างที่ออกแบบ และพัฒนามาในสไตล์รถยุโรป Euro Tuning Suspension และยิ่ง MG3 Hybrid+ คันนี้ เป็นรถในรูปแบบ Global Model ที่มีขายในยุโรปด้วยแล้วละก็ ระบบช่วงล่างถือว่าวางใจได้เลย ตัวรถมีความนิ่ง แน่น เข้าโค้งเร็วๆ เอาอยู่ และมีความคล่องตัวสูง กลายเป็นรถที่ขับสนุก มุดมันส์ ซิ่งได้แบบไม่ต้องเป็นกังวล

สุดท้ายที่ทุกคนคงอยากทราบ ว่าระบบ Hybrid+ กำลัง 194 แรงม้าคันนี้ ขับจริงๆ มันประหยัดไหม? โดยคันที่เราได้ทดสอบขับในทริปนี้ ทำอัตราประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 19.2 กม./ลิตร จากระยะทางรวม 675 กม. ซึ่งต้องบอกก่อนว่าเป็นการขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูงเกือบตลอดเส้นทาง จะมีผ่อนก็แค่ช่วงติดไฟแดง หรือเจอยิงความเร็วเท่านั้น


ส่วนคันที่ทำ Challenge น้ำมัน 1 ถังขับได้กี่กิโลเมตร ที่ทาง MG ติดตั้งเครื่องมือวัดค่ามาตรฐานเดียวกับที่ใช้ทดสอบรถยนต์ในยุโรป รวมถึงซีนสติ๊กเกอร์ปิดฝาถังน้ำมัน และถูกเซ็นต์กำกับจากบรรดาผู้สื่อข่าวที่ไปร่วมทริป สามารถขับจากน้ำมันเต็มถัง ไปหมดเอาที่ 970 กม. โดยมีอัตราเฉลี่ยน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 26.3 กม./ลิตร

ซึ่งนั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้ตัวเลขแรงม้าจะสูงกว่าบรรดาเพื่อนๆ ในกลุ่ม B-Segment ด้วยกัน แต่ในเรื่องของความประหยัดน้ำมัน ก็ไม่ได้เป็นสองรองใคร ถ้าขับแบบใช้งานปกติทั่วไปตัวเลข 20 กม./ลิตร มีให้เห็นอย่างแน่นอน

บทสรุป
ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดได้ว่า All-New MG3 Hybrid+ จะน่าสนใจมากน้อยขนาดไหน ก็คงต้องขึ้นอยู่กับราคาจำหน่ายที่จะเปิดตัวออกมาในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะเปิดตัวมาในราคาเริ่มต้นไม่เกิน 6.5 แสนบาท โดยอ้างอิงจากคู่แข่งอย่าง Honda City Hatchback e:HEV ที่ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 7.29 แสนบาท ซึ่งถ้าหาก MG3 Hybrid+ ตัวท็อปราคาไม่เกิน 7 แสนบาท ผมบอกเลยว่านี่คือ Hybrid ที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว
สนใจทดลองขับ All-New MG3 Hybrid ได้ที่

See more
- บทความก่อนหน้าทริกการดูแลรักษาป้ายทะเบียนให้เหมือนใหม่ พร้อมแนะนำกรอบป้ายสวย ๆ
- บทความถัดไปSuzuki Spacia Gear รถ Kei Car Mild-Hybrid รุ่นปรับโฉมใหม่ในสไตล์ตัวเล็กสายลุย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- MG, รถใหม่ในไทย, ไฮไลท์ข่าวเด่นALL NEW MG3 HYBRID+ แฮทช์แบ็ค 5 ประตู เจนฯ ที่ 2 เปิดตัวในไทย ราคาเริ่ม 5.599 แสนบาท
- MG, รถยนต์, รถใหม่ในไทย, ไฮไลท์ข่าวเด่นMG เผยสเปค All New MG3 HYBRID+ เวอร์ชันขายในไทย ขุมพลังไฮบริด 194 แรงม้า ก่อนเปิดตัว ส.ค. นี้
![[หนังเต็มเรื่อง] 076H1006 B เพื่อนเก่าเป็น รปภ ขอเลี้ยงข้าวประธาน](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/10/image-264.png)
![[หนังเต็มเรื่อง] 327H1006 B ทำตัวหรู ที่แท้ก็เด็กอู่ซ่อมรถ](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/10/image-265.png)