โหมดการอ่าน
[Test Drive]MCLAREN 720S ที่สุดแห่ง ซุปเปอร์คาร์

โดย วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 05 October 2561
ซุปเปอร์คาร์ McLAREN 720S คือรถสปอร์ตที่ก้ามข้ามความเป็น ซุปเปอร์คาร์ ไปแล้วด้วยการรวมเอาเทคโนโลยีที่ใช้ในรถ F1 มารวมอยู่ใน 720s ถ้าคุณหลงไหลในความเร็วและอารมณ์ในการขับสุดยอดรถยนต์

นิช คาร์ กรุ๊ป ผู้นำเข้าตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ระดับซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ หนึ่งในรถยนต์ที่เป็นตัวแทน คือ แมคลาเรน (McLaren) ได้จัดกิจกรรม ทดสอบ McLaren 720s ที่สุดแห่ง ซุปเปอร์คาร์ โอกาสคงมีไม่มากนักกับการได้ขับรถ ซุปเปอร์คาร์ เมื่อได้รับโอกาส ที่จะได้สัมผัสรถยนต์ที่ทุกคนฝันในวัยเด็กก็ทำให้รู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นในการทดสอบครั้งนี้

ถ้าพูดถึง ซุปเปอร์คาร์ในโลก แมคลาเรน ถึงเป็นหนึ่งยี่ห้อที่ผลิตรถ ซุปเปอร์คาร์ อย่างจริงจังพร้อมเทคโนโลยีที่ได้มาจาก F1 เพราะเป็นหนึ่งในบริษัทที่พัฒนาร่วมกับรถแข่งจริงๆพร้อมทั้งใส่เทคโนโลยีต่างๆที่ใช้ในการแข่งขันลงมาใช้ในรถจริงที่ผลิตออกขาย

McLaren 720s ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ไฟหน้า Static Adaptive Headlight ประกอบด้วย LED จำนวน 17 หลอด/ข้าง โดย LED 5 หลอด ถูกใช้เป็นระบบส่องสว่างปกติ และ 12 หลอดที่เหลือ สามารถปรับเปลี่ยนลำแสงในการส่องสว่างได้ตามทิศทางการเคลื่อนที่ของรถ ซึ่งเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็วตามพวงมาลัย หลักการออกแบบเน้นหลักอากาศพลศาสตร์ ตั้งแต่ช่องด้านหน้าที่ออกแบบให้รับลมเย็นทางช่องหน้ารถแทน การผ่านซุ้มล้อ เหมือนรุ่นเดิมเพื่อให้ได้อากาศที่เย็นสุด เป้าหมายก็คือการดักให้ลมไหลเข้าส่วนที่ระบายความร้อนเช่นหม้อน้ำได้ดีที่สุด หม้อน้ำอยู่ลึกกว่า 15 มิลลิเมตร มีแค่แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์บางๆ เท่านั้นที่กั้นระหว่างหม้อน้ำกับอากาศภายนอก วิศวกรของ McLAREN พยายามมากในการออกแบบเพื่อกำจัดแบบบอดี้ส่วนที่ไม่จำเป็นออก ส่วนอื่นไม่ว่าจะเป็นตัวถัง เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบเบรกและเทคนิคของการปรับรูปทรงให้เชื่อมโยงกับหลักอากาศพลศาสตร์ที่ถูกต้อง

เมื่อมองจากด้านข้างตัวรถ ตามปกติ ซุปเปอร์คาร์จะต้องมีช่องรับอากาศด้านข้างโตๆ โดยเฉพาะพวกที่วางตำแหน่งเครื่องยนต์เอาไว้ที่กลางลำตัว แต่รูปทรงของ 720S กลับแบนราบและไหลลื่นจนมองไม่เห็นเครื่องยนต์ทั้งจากด้านหลังและด้านข้าง เราจะต้องเดินเข้ามาใกล้ๆ รถแล้วมองลงไปที่กลางรถ ถึงจะเห็นว่าเครื่องยนต์ของรถอยู่ที่ตำแหน่งกลางรถ ในการเดินทางของอากาศเข้ามาสู่ห้องเครื่องนั้นทาง วิศวกรรม McLAREN ได้ออกแบบให้อากาศเดินทางผ่านช่องของประตูคาร์บอนที่ออกแบบให้มันกลวง เพื่อนำอากาศเดินทางมายังห้องเครื่อง ถือเป็นการออกแบบที่ฉลาดมาก

McLaren 720s ใช้เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 4.0 ลิตร ตัวเทอร์โบเป็นแบบ Twin Scroll มีรอบในการหมุน 160,000 รอบต่อนาที ชุด Wastegates หรือส่วนควบคุมวงจรการทำงานของเทอร์โบ ปรับจูนมาเป็นการควบคุมด้วยไฟฟ้า เครื่องใหม่นี้ทาง McLaren เคลมว่าชิ้นส่วนเกือบ 50% เป็นชิ้นใหม่ที่ไม่ได้ยกมาจากรถรุ่นอื่นๆ เช่น ท่อร่วมไอดี ลูกสูบ เพลาข้อเหวี่ยง ฝาสูบ เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ และระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มี 2 หัวฉีดต่อ 1 สูบ เป็นการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงในท่อร่วมไอดี การทำงานของหัวฉีดไฟฟ้า จะเป็นการทำงานแค่ 8 หรือ 16 หัวฉีด ขึ้นตรงกับการประมวลผลของ ECU การปรับท่อระบายไอเสียมาใช้โลหะไทเทเนียม พร้อมชุดเฮดเดอร์แบบแยกสองวงจร จัดวางในรูปแบบไขว้ เป็นอีกหนึ่งเทคนิคจากรถแข่ง F1 ชุดท่อไอเสียไทเทเนียมลดน้ำหนักได้อีก 1.1 กิโลกรัม แรงม้าสูงสุด 720 แรงม้า (BHP หรือ 720PS) ที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิด 568lb ft หรือ 770 Nm ที่ 5,500-6,500 รอบต่อนาที กำลังที่เพิ่มขึ้นกับน้ำหนักที่ลดลง ทำให้สร้างอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลา 2.9 วินาที 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 7.8 วินาที และควอเตอร์ไมล์ภายใน 10.3 วินาที เกียร์ของ 720S เป็นแบบ 7 สปีด ‘คลัตช์คู่’ โดยผู้พัฒนาเกียร์ลูกนี้คือบริษัท Graziano จากอิตาลี การทำงานของเกียร์ควบคุมด้วยซอร์ฟแวร์ SSG (Seamless Shift Gearbox) ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วและต่อเนื่องแถมท้ายด้วยฟังก์ชั่น Pre-cog รับหน้าที่จับสัมผัสที่ผู้ขับกระทำกับ Paddle Shift หลังพวงมาลัยทั้ง 2 ฝั่ง โดยระดับและความเร็วในการกด Paddle จะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นการปรับระยะฟรีโหลดในการกดคลัตช์ ส่งผลต่อเนื่องไปยังความเร็วในการทำงานของคลัตช์ สร้างความแตกต่างในการคอนโทรลคลัตช์ได้ใกล้เคียงการเหยียบคลัตช์แบบดั้งเดิม
ภายในรถ เมื่อคุณเปิดประตูเข้าไปนั่ง ประตูเป็นแบบปีกนกและเพื่อให้ใช้งานง่ายต่อการปิด ได้ติดตั้งระบบดูดประตูเข้าไปด้วย เหมือนรถระดับหรูกันเลย การวางตำแหน่งของประตูและความสูงของตัวรถนั้นมีความพอดีทำให้เข้าออกรถได้อย่างง่ายดาย เบาะนั่งคาร์บอนหุ้มหนังกลับที่บางเฉียบ โอบรับกับตัวผู้ขับขี่มองจากตำแหน่งคนนั่ง จะเข้าใจในกฎการออกแบบของ McLaren ว่าทำอย่างไรให้ผู้ขับรู้สึกไม่อึดอัด สิ่งที่ทำให้โปรงคือหลังคาด้านหลังเป็นกระจก ทำให้การมองโล่งให้ทัศนวิสัยที่ดีมาก ต้องชมทีมงานการออกแบบที่เข้าใจในผู้ขับขี่



พวงมาลัยของ McLaren เรียบง่ายชนิดที่ไม่มีอะไรให้กดบนพวงมาลัยเลย เป็นความตั้งใจในการออกแบบ เพื่อให้ผู้ขับตั้งใจในการขับขี่มากที่สุดดังนั้นการออกแบบจะเป็นแบบเรียบง่าย รวมทั้งหน้าปัดสามารถพับเก็บลงได้ เพื่อไม่ให้ปังสายตาแต่ก็ยังจะโชว์ เฉพาะค่าที่จำเป็นต่อการขับซิ่งจริงๆ เหมือนกับพวกรถ F1 ถ้ากางหน้าปัดออกมา คุณจะได้ข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการ ขึ้นอยู่กับว่าจะปรับไปโหมดไหน ถ้าเป็นโหมด Comfort มันจะโชว์ค่าน้อยลงทำให้มองแล้วสบายตา แต่ถ้าไปที่โหมด Track สำหรับการขับซิ่งในสนามแข่ง ค่าอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการซัดรถก็จะโชว์ข้อมูลครบมากขึ้น แต่ถ้ากดโหมด Active Dynamic Panel ส่วนของหน้าปัดไปที่ Track หรือกดปุ่มพับหน้าปัดเอง ตัวแผงมาตรวัดจะล้มตัวมาข้างหน้าแล้วเลื่อนเข้าเก็บ เหลือเพียงจอโชว์ค่าบางค่าที่จำเป็น เพื่อให้ผู้ขับไม่เสียสมาธิ





ด้วยความแรงระดับ 720 แรงม้า และน้ำหนัก 1,283 kg มันต้องการแรง กดหรือ Downforce เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก และด้วยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรถแข่ง F1 อย่างค่าย McLAREN ทำให้เรียนรู้การออกแบบเพื่อให้ใช้ลมในการสร้างแรงกดเพื่อให้รถอยู่ติดพื้นตลอดเวลา สปอยเลอร์หลังปรับองศาได้ตามการขับขี่ และมีความกว้างซ้ายจรดขวายาวจนสุดของบอดี้ วิงหลังมีขนาดที่โตกว่าของ 650S สามารถกางขึ้นตั้งตรงเป็นแนวชันเพื่อกลายร่างเป็นเบรกอากาศได้ภายในเวลาแค่ครึ่งวินาทีไม่เกินนั้นเมื่อคนขับกระทืบแป้นเบรกแบบเต็มเหนี่ยว การทำงานของวิงหลังก็ไม่ได้มีค่าที่ตายตัว มันจะกางตั้งชันมากหรือน้อยอยู่ที่เซนเซอร์และกล่องสมองกลอิเล็กทรอนิกส์ที่รับหน้าที่ในการสั่งงาน โดยทำการคำนวณจากค่าของความเร็วและอาการต่างๆ ที่รถส่งถ่ายออกมา รวมถึงการถ่ายน้ำหนักของตัวรถ วิงหลังแบบ Active มอบแรงกดส่วนท้ายหรือ Downforce มากขึ้นกว่าเดิมอย่างมหาศาล!

สิ่งทีเพิ่มความตื่นเต้นในการขับขี่คือระบบ Variable Drift Control ซึ่งเหมือนกับระบบที่ใช้ใน AMG GT R แต่ในขณะที่ AMG เป็นสวิตช์หมุน ของ McLaren ทำเป็นจอดิจิทัล การทำงานคือแบบที่เข้าใจง่ายคือการดริฟท์นั้นเองแต่ที่ เจ๋งคือมันสามารถคุมได้ว่าจะให้ท้ายออกมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือผู้ขับขี่ด้วย

ช่วงล่างของ McLaren 720S จัดเป็น Adaptive Suspension หรือกันสะเทือนที่ปรับการตอบสนองได้ตามรูปแบบการขับขี่ ถูกควบคุมด้วยระบบ ‘ProActive Chassis Control’ เจเนอเรชั่นที่ 2 หรือ ‘PCC II’ แนวคิดของระบบนี้ จาก McLaren อาจทำให้ผู้ผลิตซูเปอร์คาร์หลายค่ายต้องทึ่ง วัตถุประสงค์คือ “การแยกความนุ่มนวลในการขับขี่ออกจากอาการโคลง ขณะรถเข้าโค้ง” McLaren 720S จึงไม่จำเป็นต้องมีเหล็กกันโคลงมาช่วยสร้างน้ำหนักส่วนเกินอีกต่อไป ช็อคอัพทั้ง 4 ล้อ ของ McLaren 720S ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านวงจรไฮดรอลิค ความคล่องตัวในการไหลของของไหล (Fluid) ภายในวงจร จะเป็นตัวแปรหลักต่อการตอบสนองของระบบกันสะเทือนทั้งระบบ ซึ่งจะถูกคอนโทรล ‘ผ่านวาล์ว’ ภายใต้การควบคุมการทำงานโดยสมองกลอีกทีอาการ ‘ยุบตัว’ หรือ ‘ยืดตัว’ ของช็อคอัพตัวใดตัวหนึ่งจึงส่งผลต่อเนื่องไปยังช็อคอัพตัวอื่นๆ ได้ตามการประมวลผล ซึ่งซอฟต์แวร์ในส่วนของงานแชสซี ถูกออกแบบผ่านแบบจำลองทางคณิตศาสตร์โดยความร่วมมือของMcLaren กับ University of Cambridge เพื่อให้ได้ ‘อัลกอริทึม’ ในระดับก้าวหน้า (Advanced Algorithms) รองรับตัวแปรจากการทำงานของช่วงล่างในทุกสภาพถนน จากเซ็นเซอร์จำนวน 12 ตัว ทุกสัญญาณอาทิ อัตราเร่ง, องศาการหักเลี้ยวของพวงมาลัย, แรงดันภายในช็อคอัพแต่ละล้อ จะถูกนำมาวิเคราห์และประมวลผลก่อนสั่งปรับแต่งอาการของรถ ด้วยเวลาในทุกขั้นตอนเพียง 0.002 วินาที




สำหรับการทดสอบในพีระเซอร์กิตช่วงสั้นๆ แค่ 2 รอบ สนามอาจน้อยไปสำหรับการทดลองแต่อย่างน้อยก็ได้สัมผัสความรู้สึกของพลังงานเครื่องจักรในแบรนด์ MCLAREN ที่โด่งดัง เริ่มการทดสอบในรอบแรกเป็นการทำให้ผู้ขับชินกับตัวรถเพราะสิ่งที่ ผู้บรรยายให้ความรู้นั้นบอกมาว่ารถ 720s นั้นถูกออกแบบมาให้ขับทั้งสองเท้าถ้าขับขี่ในแทรก ซึ่งมันขัดกับการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของผู้ขับโดยทั่วไปมากถ้าคุณไม่ใช้นักแข่งรถ วนในรอบแรกทดลองการใช้เบรคที่เท้าด้านซ้าย จริงอย่างที่ instructor ได้บอกไว้เพราะการวางตำแหน่งของแป้นเบรคนั้นสามารถวางเท้าซ้ายได้อย่างถนัด ขับไปได้หนึ่งรอบก็พร้อมที่จะรับพลังจากเครื่องยนต์ 720 แรงม้า ในรอบจริงถึงทางตรงของสนาม กดคันเร่งเต็มกำลัง บอกได้คำเดียวว่าแรง จี ที่ออกมาจากเครื่องยนต์นั้นเหมือนกับร่างกายของคุณจะหลุดออกจากตัวรถ มันเป็นเรื่องจริงเพราะ ตัวผมซึ่งเป็นนักทดสอบรถสัมผัสรถยนต์มาหลากหลายแต่ก็ไม่เคยรู้สึกกลัวเหมือนในครั้งนี้ แต่มันก็เต็มไปด้วยความสนุก พอถึงทางโค้งกระทืบเบรคเท้าซ้ายอย่างแรงตัวรถชลออย่างมั่นคงไม่เสียอาการเรียกว่าเบรคตามเท้าแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพเบรคที่ดีมาก(เข้าใจได้ว่าทำไมต้องเบรคด้วยเท้าซ้ายเพราะแรง จี ที่เกิดขึ้นในการขับขี่คุณจะไม่สามารถเปลี่ยนเท้าได้ทันในการแข่งขัน อารมณ์ในการขับขี่เหมือนคุณขับโกคาร์นั้นเอง) การบังคับเลี้ยวในทางโค้งนั้นคมมากตามพวงมาลัย ด้วยระบบที่ออกแบบมาอย่างฉลาด ทุกครั้งที่คุณเลี้ยว เช่น เลี้ยวขวาเบรคจะจับล้อหน้าด้านขวาเบาๆเพื่อให้เข้าโค้งได้อย่างรวดเร็วนั้นเอง วิ่งไปตามแทรกเมื่อผ่านถนนที่ไม่เรียบระบบช่วงล่างก็แสดงให้เห็นว่าการเกาะถนนที่ดีมาพร้อมกับความนุ่นนวลนั้นทำได้จริง จบสำหรับการขับหมดเวลาแล้ว
มาถึงรอบที่ นักแข่งของทีม MCLAREN เป็นผู้ขับขี่ให้เรานั่ง บอกได้คำเดียวว่าเราดูเด็กมาก เขาสามารถเรียกกำลังของตัวรถได้ออกมาอย่างเต็มที่ตามแรงม้าที่โรงงานให้มา แสดงให้เห็นถึงอัตราเร่ง การเบรคในจุดที่ลึกมากแต่อยู่ เกียร์ที่เปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วให้การตอบสนองที่ดี แสดงให้เห็นว่า 720S นั้นสุดแค่ไหน
สรุปบอกได้เลยว่า 720S นั้นถ้ารถในกลุ่มเดียวกัน ด้วยราคา เริ่มต้นที่ 26 ล้านบาท ไปจนถึง 30 ล้านบาท นั้น MCLAREN ก้าวข้ามผ่านคำว่า ซุปเปอร์คาร์ ไปแล้วมันควรจะเป็น ไฮเปอร์คาร์ ด้วยระบบต่างๆที่ถ้านั่งพูดกันว่ามีระบบพิเศษอะไรบ้างนั้นน่าจะพูดได้ทั้งวัน คงไม่ต้องบอกว่าดีตรงไหนเพราะมันดีไปหมดถ้าคุณพร้อมที่จะจ่าย
เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่
Check out the best car deals in town!
Prev
Next
โหมดการอ่าน
[รีวิว] ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทดลองขับ พร้อมเปิดสเปคและราคา

โดย วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 13 October 2561
รีวิวทดลองขับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ สำหรับการเดินทางในทุกที่ พร้อมความปลอดภัย และเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมเปิดสเปคและราคา
ทดลองขับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่
ฟอร์ด ประเทศไทย จัดทริปเปิดประสบการณ์การขับขี่เหนือชั้นกับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งยี่ห้อที่ได้รับความนิยม และพึงปรับเปลี่ยนโฉมมาไม่นานกับเครื่องใหม่ 2.0 ลิตร กับเส้นทาง ณ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

เริ่มต้นรวมตัวกันที่ ณ อิมแพค ฟอรั่ม อิมแพ็ค เมืองทองธานี คณะสื่อมวลชนได้รับการต้อนรับโดยผู้บริหารฟอร์ด พร้อมรับฟังบรรยายข้อมูลผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีของ “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่” ที่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรกันบ้าง เพิ่มความโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย รวมถึงโปรแกรมการเดินทางตลอดสองวันทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด

เริ่มด้วยตัวรถ
ที่หน้าตายังคงเหมือนเดิมกับตัวเก่าไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมาก หลักๆ แค่กระจังหน้า ล้อลายใหม่ขนาด 20″ พร้อมยางขนาด 265/50 R20
ขุมพลัง ใหม่เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ (Bi-turbo Diesel Engine ที่มอบกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่ 500 นิวตันเมตรและเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ กำลัง 180 แรงม้า และแรงบิดที่ 420 นิวตันเมตร ที่มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ผสานกับความเหนือชั้นของระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ (Terrain Management System i4WD)


ก่อนออกเดินทางไปกับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ใหม่ ได้เพิ่มความสะดวกสบายด้วยฟีเจอร์ใหม่ ประตูท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี เพียงใช้เท้ายื่นไปใต้ท้ายรถ ประตูท้ายก็จะเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ (เมื่อมีกุญแจอัจฉริยะอยู่ในกระเป๋าหรือที่ตัวผู้สัมผัส)
ภายในฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่
ภายในรถมีการตกแต่ง ห้องโดยสารที่หรูหราและสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพิ่มระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งสามารถจดจำเสียงและสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทยได้ ช่วยโทรออก ฟังเพลง หรือเรียกใช้เมนูอื่นๆ ได้ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน
รวมทั้งยังรองรับ Apple Carplay และ Android Auto พร้อมบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง รวมทั้งระบบแผนที่นำทางโดยใช้สัญญาณจากดาวเทียม ที่เพิ่มความมั่นใจในการเดินทางในพื้นที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์



หลังจากนั้นคณะออกเดินทางมุ่งหน้าไปยัง จังหวัดเพชรบูรณ์ บนเส้นทางไฮเวย์เพื่อทดสอบ รถที่ได้รับในการเดินทางเป็นรุ่น เทอร์โบเดี่ยว ขับ 2 ล้อ ขึ้นทางด่วนในเมืองทอง อย่างแรกที่สัมผัสได้ของ เอเวอเรสต์ใหม่ คือมีความนุ่มนวลในการขับขี่มากกว่าตัวเก่า อัตราเร่งดี
เทียบกับเครื่องเก่า 2.2 ลิตร ให้อัตราการดึงที่ดีกว่า การต่อเกียร์ที่ดีมีความนุ่มนวลเร่งเเซงได้ง่าย ระหว่างการเดินทางไกล ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ช่วยในการเดินทางเป็นอย่างมากเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกิดอาการเมื่อยล้าเวลาเดินทางระยะทางที่ไกล เพิ่มความปลอดภัยในการควบคุมรถให้อยู่ในเลนของผู้ขับขี่ตลอดเวลาด้วย ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ดีสำหรับการเดินทาง

เดินทางมาจนถึง อำเภอเขาค้อ ด้วยเส้นทางขึ้นเขา แรงบิดสูงสุดที่ 420 นิวตันเมตร ในเครื่องยนต์โบเดียว แสดงให้เห็นถึงกำลังที่เหลือเฟือในการขึ้นเขา
และเมื่อถึงช่วงทางลงเขาเกียร์ก็จะทดลงเองอย่างอัตโนมัติเพื่อชลอการไหลของรถเวลาลงทางชัน โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องไปกังวลกับเกียร์ทำให้มีสมาธิกับการขับขี่ตลอดเส้นทาง
พวงมาลัยไฟฟ้าให้การตอบสนองดีในการเข้าโค้งต่างๆหรือความเร็วสูงที่มีน้ำหนักที่ดี เดินทางมาถึงที่พัก บนเขาค้อ

ไบเทอร์โบ ขับเคลื่อน 4*4
ในวันถัดมา มีการเปลี่ยนรถในการขับขี่เป็นเครื่องยนต์ ไบเทอร์โบ ขับเคลื่อน 4*4 คณะสื่อมวลชนออกเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เพื่อชมทัศนียภาพในจุดชมพระอาทิตย์และทุ่งนางพญา เส้นทางเป็นแบบออฟโรดพอประมาณ เรียกว่ารถขับ 2 ก็เข้าไปได้แต่ถ้าฝนตกทางทีมงานก็ไม่แนะนำให้เข้าไปเพราะจะลื่นมาก
ในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจะขับง่ายกว่าในเส้นทางแบบออฟโรดด้วยระบบขับขี่มีตั้งแต่ ระบบ Terrain Management System (TMS) ได้รับการออกแบบมาพร้อมกับโหมดตั้งค่าการขับขี่ 4 แบบ คือ
- พื้นผิวทั่วไป (Normal)
- พื้นหิมะ/โคลน/หญ้า (Snow/Mud/Grass)
- พื้นทราย (Sand)
- พื้นหินขรุขระ (Rock)
โดยแต่ละโหมดจะปรับเปลี่ยนการตั้งค่า อัตราเร่ง ระบบส่งกำลัง ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ และระบบควบคุมการเกาะถนน
เครื่องยนต์ ไบเทอร์โบ มีแรงบิดสูงถึง 500 นิวตันเมตร ทำให้ผ่านอุปสักได้อย่างง่ายดาย ระบบควบคุมการลงทางลาดชัน
HDC เป็นระบบที่มีประโยชน์มากในการลงทางที่ชันมากๆ ทำให้เกิดความปลอดภัยในการขับขี่ ออกจากอุทยาน เดินทางกลับกรุงเทพฯ เครื่องยนต์ ไบเทอร์โบมีการตอบสนองช่วงกลางกับปลายจะทำได้ดีกว่า เทอร์โบเดี่ยวแต่ในช่วงต้นเทอร์โบเดี่ยวจะทำได้ดีกว่า
ช่วงล่างก็แตกต่างกันในระบบขับ 2 จะมีความนิ่มกว่าในระบบขับ 4 ด้วยน้ำหนักที่ต่างกันและในการปรับแต่งของโช้ค ในความเร็วสูงถือว่าการเก็บเสียงทำได้ดี ระบบเบรคมั่นใจได้




บทสรุป
สรุปสำหรับการเปลี่ยนแปลงกับ เอเวอเรสต์ ใหม่ ถือว่าทำได้ดีขึ้นชัดเจนในเรื่องการใช้งานระหว่าง ขับ 2 ล้อและ 4 ล้อ ใช้งานต่างกันให้ความรู้สึกการขับขี่ที่ต่างกัน ถ้าใช้งานแบบไม่ต้องไปลุยอะไรมากมาย ขับ 2 ก็เพียงพอแล้วเพราะด้วยออฟชั่นที่จัดเต็มมานี้ก็ใช้ไม่หมดกันแล้ว
แต่ถ้าคุณเป็นสายลุย ขับ 4 ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า เรื่องช่วงล่างการขับขี่ ฟอร์ด ทำได้ดีอยู่ตั้งแต่รุ่นก่อน และสิ่งที่เพิ่มเติมกับรุ่น รุ่นเทรนด์ ที่ราคาหน้าสนใจแต่เสียดายที่ทีมงานไม่ได้ทดสอบถ้ามีโอกาสจะนำมาทดสอบให้ผู้อ่านได้ข้อมูล

ข้อดี ข้อเสีย ของฟอร์ด เอเวอเรสต์
ข้อดี
- เกียร์ฉลาด อัตราทดเยอะทำให้ประหยัดน้ำมัน
- ช่วงล่างเด่น
- ระบบความปลอดภัยมีมาให้เต็มที่
ข้อเสีย
- ในความเร็วสูงเสียงเข้าเยอะ
- ล้อขนาด 20” อาจจะไม่เหมาะสมกับการลุย
- ราคาอาจจะสูงกว่าในกลุ่ม

ราคา ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่
- ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ราคา 1,799,000 บาท
- ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ราคา 1,599,000 บาท
- รุ่นไทเทเนี่ยม เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ราคา 1,439,000 บาท
- รุ่นเทรนด์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ราคา 1,299,000 บาท
ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี รวมถึงสีใหม่ Diffused Silver Metallic และสีมาตรฐาน ได้แก่ Aluminum Metallic, Absolute Black Metallic, Arctic White, Sunset Metallic และ Blue Reflex Metallic
เช็คราคารถใหม่ และโปรโมชั่น ได้ที่นี่ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
มาร่วมแชร์ความเห็นของคุณบนเวบบอร์ด Autospinn คลิกที่นี่
Check out the best car deals in town!
Prev
Next
![[หนังเต็มเรื่อง] 480H1016 Y ช่วยคนอื่นโดยไม่หวังผล](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1049.png)
![[หนังเต็มเรื่อง] 482H1016 Y อย่าดูถูกคนที่การแต่งกาย](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1050.png)