Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L ในปี 2025: กระบะคู่ใจที่เข้าใจการใช้งานจริง
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของตลาดรถกระบะในประเทศไทยมาโดยตลอด ตลาดรถกระบะปี 2025 นั้นไม่ใช่แค่เรื่องของกำลังเครื่องยนต์หรือรูปลักษณ์อีกต่อไป แต่เป็นสมการที่ซับซ้อนระหว่างประสิทธิภาพ ความประหยัด เทคโนโลยี ความทนทาน และต้นทุนการเป็นเจ้าของที่แท้จริง ท่ามกลางกระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่ถาโถมเข้ามาและความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ คำถามที่น่าสนใจคือ Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.2 ลิตร ยังคงความน่าสนใจและเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในตลาดปัจจุบันได้มากน้อยเพียงใด บทความนี้จะเจาะลึกทุกแง่มุมจากประสบการณ์จริงในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจนที่สุดก่อนตัดสินใจเป็นเจ้าของ
ภูมิทัศน์ของตลาดรถกระบะปี 2025: จุดยืนของ Isuzu D-Max MAXFORCE
ก่อนที่เราจะลงลึกถึงรายละเอียดของตัวรถ เราต้องทำความเข้าใจบริบทของตลาดรถกระบะในปี 2025 เสียก่อน ตลาดนี้ไม่ได้ “เงียบเหงา” อย่างที่บางคนอาจกล่าวถึง แต่กำลังอยู่ในช่วงของการปรับตัวครั้งใหญ่ ด้วยปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น
การตื่นตัวของรถกระบะไฟฟ้า (Electric Pickup Trucks): แม้จะยังไม่แพร่หลายเท่ารถยนต์นั่ง แต่กระแสนี้เริ่มเข้ามามีบทบาทและสร้างความคาดหวังใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค
มาตรฐานมลพิษที่เข้มงวดขึ้น: กดดันให้ผู้ผลิตต้องพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลให้สะอาดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง (ADAS): กลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานที่ผู้บริโภคคาดหวัง ไม่ใช่แค่ตัวเลือกเสริม
ความต้องการรถกระบะที่หลากหลาย: จากรถใช้งานบรรทุกหนัก สู่รถไลฟ์สไตล์สำหรับการเดินทางและกิจกรรมกลางแจ้ง
ต้นทุนการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership – TCO): ผู้บริโภคยุคใหม่มองไปไกลกว่าแค่ราคาซื้อ แต่รวมถึงค่าบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ และอัตราการประหยัดน้ำมัน
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L เข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างไร? Isuzu ในฐานะเจ้าตลาดรถกระบะมายาวนาน ย่อมเข้าใจแก่นแท้ของความต้องการลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างดี การเปิดตัวเครื่องยนต์ 2.2 ลิตรใหม่นี้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มทางเลือก แต่เป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อมอบสมดุลที่ลงตัวระหว่างพละกำลัง ความประหยัด และความทนทานในแบบฉบับของ Isuzu ที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
พลิกโฉมมิติและดีไซน์: ความเป็น Isuzu ที่ผสมผสานความทันสมัย
D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L ยังคงรักษา DNA การออกแบบของ Isuzu ไว้ได้อย่างลงตัว ด้วยเส้นสายที่แข็งแกร่ง บึกบึน และพร้อมลุยในทุกสภาพการณ์ แต่ก็มีการปรับปรุงรายละเอียดให้ดูทันสมัยและโฉบเฉี่ยวมากขึ้นสำหรับปี 2025
มิติตัวถัง: ยาว 5,265 มิลลิเมตร, กว้าง 1,870 มิลลิเมตร, สูง 1,790 มิลลิเมตร พร้อมระยะฐานล้อ 3,125 มิลลิเมตร และระยะต่ำสุดถึงพื้น (Ground Clearance) 240 มิลลิเมตร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความกว้างขวางของห้องโดยสารแบบ CAB4 ที่นั่งสบายทั้งคนขับและผู้โดยสารตอนหลัง รวมถึงความสามารถในการบรรทุกและลุยได้อย่างคล่องตัว ไม่ว่าจะใช้งานในเมืองหรือออกต่างจังหวัด มิติที่สมดุลนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ D-Max ยังคงเป็นรถกระบะยอดนิยมในหมู่ผู้ใช้งานจริง เพราะมันคือการผสมผสานระหว่างความใหญ่โตที่ให้ความมั่นคง และความคล่องตัวที่ไม่เทอะทะจนเกินไป
งานออกแบบภายนอก: ยังคงเป็นที่จดจำด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้า Bi-LED ที่ให้ความสว่างคมชัด และเส้นสายที่ไหลลื่นจากด้านหน้าสู่ท้ายรถ บ่งบอกถึงความพร้อมในการใช้งาน และความคงทนตามสไตล์ Isuzu ที่ไม่เน้นแฟชั่นฉาบฉวย แต่เน้นฟังก์ชันการใช้งานและความเป็นอมตะของดีไซน์
ภายในห้องโดยสาร: แม้จะไม่เน้นความหรูหราอลังการ แต่เน้นความทนทาน ใช้งานง่าย และตอบโจทย์การใช้งานจริง ด้วยวัสดุที่เลือกใช้ที่สามารถรองรับการใช้งานหนักได้ดี เบาะนั่งที่โอบกระชับ และการจัดวางปุ่มควบคุมต่างๆ ที่คำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
สำหรับรุ่นที่เรานำมาพิจารณาคือ D-Max Hi-Lander 2.2 ZP 8AT ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 1,064,000 บาท ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในกลุ่มรถกระบะพรีเมียมขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่มาพร้อมออปชั่นที่ครบครันสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและเดินทางไกล
หัวใจใหม่แห่งขุมพลัง: เครื่องยนต์ 2.2 MAXFORCE E-VGS และเกียร์ 8 จังหวะ
นี่คือจุดเด่นสำคัญที่ Isuzu ต้องการนำเสนอในตลาดปี 2025 โดยเฉพาะในรุ่น MAXFORCE นี้ เครื่องยนต์ดีเซลรหัส RZ4F-TC ขนาด 2.2 ลิตร (2,164 ซีซี) 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว DOHC Commonrail Direct Injection พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบครีบ E-VGS และ Intercooler/Electronic Wastegates คือหัวใจสำคัญที่มอบพละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,400 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Sequential Shift พร้อม Manual Mode +/-
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ได้สัมผัสเครื่องยนต์นี้มาตั้งแต่เริ่มเปิดตัว ผมกล้าพูดได้เลยว่า Isuzu ได้ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี การเลือกใช้เครื่องยนต์ 2.2 ลิตรนี้ เป็นการวางตำแหน่งที่ฉลาดมาก ด้วยเหตุผลดังนี้:
สมดุลของพละกำลังและแรงบิด: แรงบิด 400 นิวตันเมตรที่มาในรอบเครื่องยนต์ต่ำ (1,600-2,400 รอบ/นาที) คือหัวใจสำคัญที่ทำให้รถกระบะคันนี้มีอัตราเร่งที่ “ทันใจ” อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง การเร่งแซงบนถนนสองเลน หรือการบรรทุกสัมภาระเต็มพิกัด แรงบิดที่มาอย่างต่อเนื่องนี้ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ต้องเค้นเครื่องยนต์จนเกินไป ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งความประหยัดและความทนทานในระยะยาว
เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ: การมีเกียร์ที่ละเอียดขึ้นช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างนุ่มนวลและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับขี่ที่ความเร็วสูง หรือในจังหวะเร่งแซง เกียร์ 8 สปีดจะช่วยให้รอบเครื่องยนต์ไม่ตกมากเกินไป รักษาแรงบิดให้อยู่ในย่านที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น และลดภาระของเครื่องยนต์ ในการทดสอบใช้งานจริงบนเส้นทางไกล ผมพบว่าเกียร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการรักษารอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในจุดที่ประหยัดที่สุดได้อย่างน่าประทับใจ
เทคโนโลยี E-VGS Turbo และ Electronic Wastegates: ระบบเทอร์โบแปรผันเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์ดีเซลสมัยใหม่มีประสิทธิภาพสูง มันช่วยลดอาการรอรอบ (Turbo Lag) ทำให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้ทันท่วงทีตั้งแต่รอบต่ำ และยังช่วยควบคุมแรงดันบูสต์ให้เหมาะสมในทุกช่วงรอบเครื่องยนต์ ทำให้ได้ทั้งพละกำลังที่ต่อเนื่องและลดการปล่อยมลพิษด้วย
รองรับน้ำมันดีเซล B20 พร้อมระบบ DPF: ในปี 2025 การรองรับเชื้อเพลิงทางเลือกอย่าง B20 ยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิง และระบบ Diesel Particulate Filter Regeneration (DPF) ก็เป็นส่วนสำคัญในการลดมลพิษจากควันดำ เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5 ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่ง Isuzu ก็ได้พัฒนาให้ระบบ DPF ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถจัดการการเผาไหม้เขม่าได้อย่างเหมาะสมเพื่อยืดอายุการใช้งาน
ประสบการณ์การขับขี่จริง: อัตราเร่ง ช่วงล่าง และการประหยัดน้ำมัน
จากการทดสอบใช้งานอย่างหนักหน่วงกว่าสองหมื่นกิโลเมตร ซึ่งถือเป็นการพิสูจน์การใช้งานในสภาพจริง ไม่ใช่แค่การขับขี่ระยะสั้น ผมสามารถสรุปประสบการณ์ได้ดังนี้:
อัตราเร่งที่เหนือความคาดหมาย: นี่คือจุดที่เครื่องยนต์ 2.2 MAXFORCE สร้างความประหลาดใจได้มากที่สุด ผู้ที่เคยขับ D-Max 1.9 มาก่อนจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน อัตราเร่งของ 2.2 นั้น “ดีกว่า 1.9 มาก” อย่างที่ทีมงานทดสอบเคยกล่าวไว้ ไม่ว่าจะเป็นการออกตัวจากไฟแดง การเร่งแซงรถสิบล้อบนถนนต่างจังหวัด หรือการไต่ทางชัน อัตราเร่งที่มาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องทำให้การขับขี่มั่นใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น สิ่งนี้มีส่วนอย่างมากจากแรงบิดที่มาเร็วและต่อเนื่องผนวกกับเกียร์ 8 จังหวะที่ช่วยส่งกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่น (ส่วนใหญ่): เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะโดยรวมแล้วให้ความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์ที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในการขับขี่ทางไกลที่ความเร็วคงที่ การทำงานของเกียร์เป็นไปอย่างไหลลื่นไร้รอยต่อ ช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม มีบางจังหวะในการขับขี่ในเมืองที่ความเร็วต่ำหรือในการจราจรติดขัด อาจมีอาการกระตุกให้รู้สึกได้บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ในรถกระบะหลายรุ่นที่มีเกียร์ซับซ้อน แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาหลักที่บั่นทอนประสบการณ์โดยรวม
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่น่าทึ่ง: สำหรับรถกระบะที่มีพละกำลังและขนาดตัวถังเช่นนี้ อัตราสิ้นเปลือง 14.4 กิโลเมตร/ลิตร ที่ได้จากการทดสอบใช้งานจริงบนเส้นทางผสมผสานทั้งในเมืองและนอกเมือง ถือเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมและสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว นี่คืออีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้ Isuzu D-Max ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในยุคที่ราคาน้ำมันยังคงผันผวน
ช่วงล่าง: นุ่มนวลเพื่อการใช้งานหลากหลาย กับข้อดีที่หลายคนมองข้าม
เรื่องช่วงล่างของ Isuzu มักถูกนำมาถกเถียงและเปรียบเทียบกับคู่แข่งอยู่เสมอ ยอมรับว่าในบางแง่มุม หากเทียบกับคู่แข่งที่เน้นความกระด้างและแน่นหนึบสไตล์รถเก๋ง อีซูซุอาจจะถูกมองว่า “อยู่ท้ายแถว” ในแง่ของความรู้สึกสปอร์ต
ปรัชญาช่วงล่างของ Isuzu: ต้องทำความเข้าใจว่า Isuzu ออกแบบช่วงล่างมาเพื่อเน้นความนุ่มนวลและความสบายในการขับขี่เป็นหลัก ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบของลูกค้าชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นการบรรทุกสัมภาระ การขับขี่บนถนนขรุขระในชนบท หรือการเดินทางไกลที่ต้องการความผ่อนคลาย ด้วยความเร็วต่ำอาจรู้สึกนุ่มนวลและออกแนวเด้งเล็กน้อย ส่วนในความเร็วสูงมากๆ หากไม่ได้ปรับปรุงช่วงล่าง อาจมีอาการ “ลอยๆ” ที่ต้องอาศัยการควบคุมที่แม่นยำขึ้น แต่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการขับขี่รถกระบะมาตลอด จะรู้สึกว่าสามารถรับมือได้ และเป็นลักษณะเฉพาะที่ Isuzu ตั้งใจมอบให้
จุดแข็งที่มองข้ามไม่ได้: ค่าบำรุงรักษาและอะไหล่: นี่คือ “ไพ่ลับ” ที่แข็งแกร่งที่สุดของ Isuzu ที่คู่แข่งยากจะเลียนแบบ หากมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย แต่ในกรณีของ Isuzu ข้อดีเรื่องค่าบำรุงรักษานั้นโดดเด่นอย่างมาก อะไหล่ช่วงล่างของ Isuzu มีราคาที่ “ถูกมาก” จนน่าตกใจ ตัวอย่างเช่น โช้คอัพทั้ง 4 ต้นราคาไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาช่วงล่างในระยะยาวนั้นเป็นภาระที่เบาบางอย่างไม่น่าเชื่อ นี่คือสิ่งที่ผู้ใช้รถกระบะสายใช้งานจริง ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่คำนึงถึง Total Cost of Ownership อย่างแท้จริงจะมองเห็นคุณค่าเป็นอย่างมาก เพราะมันหมายถึงความสบายใจในการใช้งาน และเงินที่เหลือในกระเป๋าเมื่อต้องบำรุงรักษาตามวาระ
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS: นวัตกรรมที่ต้องการการปรับจูนสำหรับบริบทไทย
ในยุคปี 2025 ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) กลายเป็นฟีเจอร์สำคัญที่ผู้บริโภคคาดหวัง Isuzu ได้นำเสนอระบบนี้มาพร้อมกับนวัตกรรมกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera ซึ่งเป็นความพยายามที่น่ายกย่องในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ใช้งานจริงและผู้เชี่ยวชาญ ผมต้องยอมรับว่าระบบ ADAS ของ Isuzu ในบางฟังก์ชันอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ 100% สำหรับสภาพการจราจรที่ซับซ้อนของประเทศไทย โดยเฉพาะระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้าพร้อมระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (Forward Collision Warning with Autobrake) มีบางกรณีที่รถเบรกเองอย่างรุนแรงโดยที่เรายังคงควบคุมรถอยู่ ทั้งๆ ที่สถานการณ์ข้างหน้าไม่ได้วิกฤตถึงขนาดนั้น หรือมีการจราจรตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจสร้างความตกใจและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่รถคันหลังจะชนท้ายได้
นี่ไม่ใช่ข้อบกพร่องของเทคโนโลยีโดยพื้นฐาน แต่เป็นเรื่องของการปรับจูนให้เข้ากับพฤติกรรมการขับขี่และสภาพแวดล้อมเฉพาะของประเทศไทย ซึ่งมีความแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ Isuzu กำลังทำงานเพื่อปรับปรุงและในอนาคตเราคงได้เห็นระบบ ADAS ที่ฉลาดและตอบสนองได้ตรงใจผู้ขับขี่ชาวไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน ผู้ขับขี่หลายคนเลือกที่จะปิดระบบนี้ในบางสถานการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ: Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L ในปี 2025 คืออะไร?
Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L ไม่ใช่แค่รถกระบะธรรมดา แต่เป็นคำตอบที่ Isuzu มอบให้แก่ผู้บริโภคในตลาดปี 2025 ที่มองหาสมดุลที่แท้จริงระหว่างประสิทธิภาพ ความประหยัด และต้นทุนการเป็นเจ้าของที่จับต้องได้
ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง: หากคุณมองหารถกระบะที่เน้นการใช้งานเป็นหลัก ไม่ว่าจะใช้เป็นรถครอบครัวในวันหยุด หรือเป็นรถคู่ใจสำหรับงานหนักในวันทำงาน ต้องการความอเนกประสงค์ ดูแลรักษาง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE คือตัวเลือกที่ “ตอบโจทย์” ได้เป็นอย่างดี
เครื่องยนต์ 2.2 MAXFORCE: เป็นเครื่องยนต์ที่สร้างความประทับใจ ด้วยอัตราเร่งที่ดีเยี่ยม ให้ความรู้สึก “ทันใจ” และไม่เป็นรองใครในกลุ่มเดียวกัน พร้อมทั้งยังมอบอัตราการประหยัดน้ำมันที่น่าชื่นชม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อรถกระบะในยุคปัจจุบัน
ความคุ้มค่าด้านการบำรุงรักษา: จุดแข็งเรื่องค่าบำรุงรักษาและอะไหล่ที่มีราคาถูก ถือเป็นความได้เปรียบที่สำคัญของ Isuzu ทำให้ Total Cost of Ownership ของรถคันนี้ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นเรื่องที่นักธุรกิจและผู้ใช้รถกระบะตัวจริงมองข้ามไม่ได้
ช่วงล่างที่เน้นความสบาย: แม้จะไม่ได้เน้นความสปอร์ตจ๋า แต่ช่วงล่างที่นุ่มนวลของ Isuzu มอบความสบายในการขับขี่ที่ยาวนาน และเหมาะกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบบนถนนเมืองไทย
การพัฒนาเทคโนโลยี ADAS: แม้จะต้องใช้เวลาในการปรับจูนให้เข้ากับบริบทการจราจรไทย แต่ก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Isuzu ในการยกระดับความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องจับตาดูการพัฒนาต่อไป
โดยสรุปแล้ว Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L ในปี 2025 ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาดรถกระบะ ด้วยจุดเด่นที่ผสมผสานประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ใหม่ ความประหยัดน้ำมัน ความสบายในการขับขี่ และที่สำคัญที่สุดคือต้นทุนการเป็นเจ้าของที่สมเหตุสมผล ซึ่งเป็นแก่นแท้ของรถกระบะ Isuzu ที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน
เชิญสัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตัวคุณเอง!
อย่าเพิ่งเชื่อแค่คำบอกเล่าจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะประสบการณ์ตรงคือสิ่งสำคัญที่สุด ผมขอเชิญชวนให้ทุกท่านที่กำลังมองหารถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและคุ้มค่าในระยะยาว ได้ไปทดลองขับ Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L ด้วยตัวท่านเองที่โชว์รูม Isuzu ทั่วประเทศ แล้วคุณจะพบว่ารถกระบะคันนี้มีดีมากกว่าที่คิด และพร้อมเป็นคู่ใจในทุกเส้นทางของคุณได้อย่างแท้จริง!

