• Sample Page
  • Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

[ตอนที่ 2] 564T1020 AD110 ลางาน3 4เดือน

admin79 by admin79
October 24, 2025
in Uncategorized
0
[ตอนที่ 2] 564T1020 AD110 ลางาน3 4เดือน

เฟอร์รารี่ 12Cilindri: บทใหม่แห่งตำนาน V12 ที่คว้าหัวใจและรางวัล Car Design Award 2025

ในโลกแห่งยนตรกรรมสมรรถนะสูงที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นรถที่สามารถผสานมรดกอันรุ่งโรจน์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคตได้อย่างไร้ที่ติ และในปี 2025 นี้ เฟอร์รารี่ 12Cilindri คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับนิยามนั้น ด้วยประสบการณ์ในวงการซูเปอร์คาร์มานับทศวรรษ ผมกล้าพูดได้เลยว่า 12Cilindri ไม่ใช่แค่รถคันใหม่ แต่คือผลงานศิลปะวิศวกรรมที่ redefine คำว่า Gran Turismo ให้เหนือชั้นกว่าที่เคย ด้วยรูปลักษณ์ที่สะกดทุกสายตา ประสิทธิภาพที่พาให้หัวใจเต้นระรัว และเหนือสิ่งอื่นใดคือการคว้ารางวัล Car Design Award 2025 ในสาขา Production Cars มาครองอย่างภาคภูมิ นี่คือบทพิสูจน์ถึงความอัจฉริยะในการออกแบบที่ Ferrari ยังคงรักษาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่น่าจับตาที่สุดในตลาดรถหรูปี 2025

รางวัล Car Design Award 2025: เกียรติยศที่ตอกย้ำความเหนือชั้นทางดีไซน์

การได้รับรางวัล Car Design Award ประจำปี 2025 ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะนี่คือหนึ่งในรางวัลทรงเกียรติที่สุดในอุตสาหกรรมการออกแบบยานยนต์ระดับโลก ซึ่ง Ferrari 12Cilindri ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ชนะเลิศในหมวด Production Cars รางวัลนี้ไม่ได้มอบให้เพียงแค่ความสวยงามภายนอก แต่ยังเป็นการยอมรับในวิสัยทัศน์ปรัชญาการออกแบบที่ลึกซึ้ง คณะกรรมการได้กล่าวชื่นชมว่า 12Cilindri คือ “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” ซึ่งสะท้อนถึงแก่นแท้ของ Ferrari ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือ Ferrari คันที่ 5 ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1984 แสดงให้เห็นถึง DNA แห่งความเป็นเลิศที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

พิธีมอบรางวัลอันยิ่งใหญ่จัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในเมืองมิลาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Milan Design Week โดย Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari ได้ขึ้นรับรางวัลในฐานะตัวแทนของทีมออกแบบผู้สร้างสรรค์ม้าลำพองคันนี้ รางวัล Car Design Award ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 เพื่อเชิดชูโครงการออกแบบที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยผู้ชนะจะถูกคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นตัวแทนจากสื่อมวลชนด้านยานยนต์ระดับสากล ผู้ที่เข้าใจถึงกระบวนการคิดและเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัย

เฟอร์รารี่รุ่นก่อนหน้าที่เคยคว้ารางวัล Car Design Award ในหมวด Production Cars ได้แก่:
Ferrari Testarossa (1985)
Ferrari Roma (2020)
Ferrari 296 GTB (2022)
Ferrari Purosangue (2023)
Ferrari 12Cilindri (2025)

นอกจากนี้ ทีมออกแบบของ Ferrari ยังได้รับอีกหนึ่งรางวัลในหมวด Brand Design Language ในปีเดียวกันจาก Purosangue ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของภาษาการออกแบบโดยรวมของแบรนด์ คณะกรรมการจาก ADI ได้ให้เหตุผลในการเลือก Ferrari 12Cilindri ไว้ว่า “ดีไซน์ของ 12Cilindri ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Ferrari V12 ยุค 50 และ 60 ได้เป็นอย่างดี ผ่านการทบทวนและปรับปรุงใหม่ โดยการพัฒนาด้านแอโรไดนามิกในปัจจุบันจะไม่ได้อ้างอิงจากแค่ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมอย่างที่ผ่านมาแล้ว แต่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์เป็นหลัก สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์ได้ผลักดันให้โครงการนี้ผสานสองจิตวิญญาณที่โดดเด่น ได้แก่ความสปอร์ตและความหรูหรา เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่เหนือความคาดหมาย” นี่คือการลงทุนรถซูเปอร์คาร์ที่คุ้มค่า ทั้งในแง่ของสมรรถนะและคุณค่าทางศิลปะ

การออกแบบ: ผสานอดีต สู่ความล้ำอนาคตของซูเปอร์คาร์ GT

Ferrari 12Cilindri ได้รับแรงบันดาลใจอันลึกซึ้งจาก Ferrari Gran Turismo ในยุค 1950s และ 60s ซึ่งเป็นยุคทองของรถสปอร์ตเครื่องยนต์ V12 วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง แบบ 2 ที่นั่ง หัวใจสำคัญของ Ferrari มานานหลายทศวรรษ การออกแบบภายนอกของ 12Cilindri ไม่ได้มีเพียงแค่ความงาม แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความสปอร์ต ความหรูหรา และความละเอียดอ่อนในเส้นสายตัวถังที่เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความทรงพลังและเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัย

สิ่งที่ทำให้ 12Cilindri โดดเด่นคือการผสานนวัตกรรมเข้ากับความคลาสสิกได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น:
แอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ: ระบบนี้ถูกผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน เพื่อคงความบริสุทธิ์ของเส้นสายตัวถัง แต่ยังคงให้แรงกดอากาศที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง
ฝากระโปรงหน้าแบบเปิดย้อนทาง: ใต้ฝากระโปรงนี้คือความงดงามของขุมพลัง V12 ที่ถูกจัดวางอย่างพิถีพิถัน การเปิดแบบย้อนทางเป็นอีกหนึ่งการยกย่องดีไซน์จากอดีต
ท่อไอเสียคู่แบบ Twin Pair: เป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari เครื่องยนต์ V12 ที่มอบเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์และเร้าใจ

รูปลักษณ์ภายนอกอาจทำให้หลายคนนึกถึง Ferrari F80 ในบางมุม โดยเฉพาะด้านหน้าตรงที่มีดีไซน์คล้าย Ferrari 365 GTB/4 Daytona ในอดีต ซึ่งเป็นการนำกลิ่นอายเรโทรมาผสมผสานได้อย่างยอดเยี่ยม แถบสีดำคาดด้านหน้าพร้อมโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กตรงกลาง ให้ความรู้สึกย้อนยุคแต่ยังคงความทันสมัย ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมพร้อมไฟ DRL ใต้กรอบ เพิ่มมิติให้กับใบหน้าของรถอย่างมีสไตล์ กระจังหน้าแบบตะแกรงสีดำขนาดใหญ่พร้อมเซ็นเซอร์ตรงกลาง ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับลมระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ V12 ขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใน

ฝากระโปรงหน้ามีความยาวสง่าคล้าย Ferrari 812 Superfast ซึ่งเป็นที่ตั้งของเครื่องยนต์ V12 NA ที่หลายคนเชื่อว่านี่อาจเป็น V12 รุ่นสุดท้ายที่ไร้ระบบไฟฟ้าช่วยของม้าลำพอง ทำให้ 12Cilindri มีคุณค่าในฐานะ “ของสะสม” สำหรับอนาคตอีกด้วย

มองไปที่ด้านข้าง ตัวรถมีความโค้งมนราวกับมัดกล้ามเนื้อที่ประติมากรรมอย่างปราณีต โดยเฉพาะบริเวณโป่งล้อหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฝากระโปรงหน้าที่ปิดลงมาคลุมอย่างเนียนตา สะท้อนสไตล์ “มัดกล้ามเนื้อ” ของ Ferrari ในยุค 50s-60s ช่องระบายลมใต้โป่งบริเวณหลังล้อหน้าไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังทำหน้าที่จัดระเบียบการไหลเวียนของอากาศในซุ้มล้อให้ไหลผ่านออกทางด้านข้างตัวรถอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดแรงยกและเพิ่มเสถียรภาพ ดีไซน์เหล่านี้แตกต่างจาก 812 Superfast ที่เน้นความโฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ตจ๋า

ล้อขนาดใหญ่เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่โดดเด่น มาพร้อมยางหน้า 275/35 R21 J10.0 และยางหลัง 315/35 R21 J11.5 ซึ่งอาจทำให้บางคนคิดว่าช่วงล่างจะต้องแข็งกระด้างแน่นอน แต่การได้สัมผัสจริงนั้นกลับเซอร์ไพรส์อย่างยิ่ง ระบบเบรกก็ไม่เป็นสองรองใคร ด้วยขนาดเบรกหน้า 398 x 223 x 38 มม. และหลัง 360 x 233 x 32 มม. ซึ่งยกชุดมาจากรถเรือธงอย่าง SF90 และ 296 โดยเป็นระบบเบรกแบบ Brake-by-wire ที่ทำงานร่วมกับระบบ ABS Evo เพื่อการเบรกที่แม่นยำแม้ในสถานการณ์ที่ต้องเบรกติดต่อกันซ้ำๆ นอกจากนี้ยังมีระบบเลี้ยว 4 ล้อ และ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) ที่ควบคุมมุมล้อหน้าหลังเพื่อการเลี้ยวที่เฉียบคม และระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ที่ประมวลผลร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D เพื่อวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ทำให้การขับขี่รถคันนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจในทุกสถานการณ์

การออกแบบท้ายรถผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายเรโทรได้อย่างลงตัว มีความแบนราบคล้าย SF90 แต่เมื่อดูที่ตัวไฟท้ายจะเห็นได้ว่าได้รับอิทธิพลจาก Roma ดิฟฟิวเซอร์ด้านล่างขนาดใหญ่ช่วยในการรีดอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ด้านท้ายรถดูสวยงามและสมบูรณ์แบบ บริเวณฝากระโปรงท้ายเป็นแถบสีดำเช่นเดียวกับด้านหน้า โดยออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายดั๊กเทลขนาดเล็ก แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือสปอยเลอร์แบบ Active บริเวณปีกซ้ายและขวา ซึ่งจะทำงานในช่วงความเร็ว 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ ทำให้ตัวรถนิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีขนาดเพียงพอสำหรับกระเป๋าเดินทาง 1 ใบและกระเป๋าเป้ขนาดเล็กอีก 1 ใบ ตอบโจทย์การใช้งานแบบ Gran Turismo ได้อย่างแท้จริง

ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหรา สง่างาม และเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยผู้ใช้

ก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ Ferrari 12Cilindri คุณจะพบกับงานฝีมือที่พิถีพิถันและวัสดุพรีเมียมตามสไตล์รถสปอร์ต GT รุ่นเรือธงของ Ferrari การออกแบบสไตล์ Dual Cockpit โดดเด่นเป็นพิเศษ มอบความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัวให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ราวกับว่าแต่ละคนมี “โซน” ของตัวเอง ภายในห้องโดยสารและคอนโซลถูกหุ้มด้วยวัสดุชั้นเลิศ ทั้งหนัง หนังกลับ Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังสัมผัสได้ถึงคุณภาพสูงสุด คอนโซลมีลักษณะแบ่งเป็นสองส่วนคล้ายหลุมเรือนไมล์ที่โอบล้อมผู้โดยสารและผู้ขับขี่

หัวใจของคอนโซลคือชุดหน้าจอขนาดใหญ่สามจอที่ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ:
หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว: แสดงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญทั้งหมดอย่างครบถ้วน
หน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว: เป็นศูนย์กลางของความบันเทิงและการเชื่อมต่อ สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto แสดงผลได้ทุกอย่าง รวมถึงข้อมูลสมรรถนะของรถแบบเรียลไทม์
หน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว: มอบประสบการณ์การเป็น “Co-Driver” ให้กับผู้โดยสาร สามารถดูความเร็วและรอบเครื่องยนต์ได้เช่นเดียวกับฝั่งผู้ขับขี่ พร้อมด้วยแบชรุ่น 12Cilindri ที่ติดอยู่ใต้จอ เพิ่มความพิเศษ หรูหราเหนือระดับ เพื่อประสบการณ์การเดินทางที่สมบูรณ์แบบ ชุดเครื่องเสียง Burmester Audio System พร้อมลำโพง 15 ตัว มอบคุณภาพเสียงระดับสตูดิโอ เพิ่มความสุนทรีย์ตลอดการเดินทาง

พวงมาลัยของ 12Cilindri คือจุดศูนย์รวมของการควบคุม คล้ายกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อม Paddle Shift ที่พบในรถแข่ง F1 และรถเรือธงรุ่นอื่นๆ ของ Ferrari เช่น SF90 ปุ่มสตาร์ท ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ ปุ่มไฟเลี้ยว และปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่างๆ อีกมากมาย ล้วนถูกจัดวางอยู่บนพวงมาลัย ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกอย่างได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยเลย นี่คือตัวอย่างของนวัตกรรมยานยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

บริเวณเกียร์ได้รับการออกแบบให้มีกลิ่นอายเรโทรของเกียร์แมนวลใน Ferrari ยุคเก่า แม้จะเป็นเกียร์อัตโนมัติ การเข้าเกียร์ทำได้โดยการดันก้านเล็กๆ ขึ้นลง เพิ่มความรู้สึกคลาสสิกให้กับประสบการณ์การขับขี่ นอกจากนี้ยังมีที่วางแก้วน้ำ 1 จุด และช่องสำหรับวางขวดน้ำที่ข้างประตูทั้งสองฝั่ง ถัดลงมาเป็นที่สำหรับวางกุญแจ และปุ่มเปิด-ปิดกระจก ซึ่งในรุ่น Spider จะมีปุ่มสำหรับเปิด-ปิดหลังคาด้วย

เบาะนั่งเป็นทรงสปอร์ตสไตล์รถแข่ง GT ที่มีพื้นฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ สามารถเลือกวัสดุหุ้มเบาะได้ทั้งหนังแท้หรือหนัง Alcantara ตามความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งแต่ละตัวเลือกล้วนให้ความสบายและการยึดเกาะที่ดีเยี่ยมขณะขับขี่อย่างเต็มสมรรถนะ มีที่วางแขนตรงกลางขนาดเล็กที่ซ่อนช่องเก็บของไว้ด้านใน ส่วนบริเวณเท้าฝั่งผู้โดยสารมีแป้นยันเท้ามาให้ เพิ่มความมั่นคงและสบายในการเดินทาง

ขุมพลัง V12: หัวใจอันเร่าร้อนและวิศวกรรมที่ไร้ขีดจำกัด

ภายใต้ฝากระโปรงหน้าที่ยาวสง่าของ Ferrari 12Cilindri คือหัวใจอันเร่าร้อน นั่นคือเครื่องยนต์ V12 NA (Naturally Aspirated) ขนาด 6.5 ลิตร ความจุ 6,496 ซีซี ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องยนต์ V12 ของ 812 Superfast โดย Ferrari ได้ทุ่มเทเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์บล็อกนี้ไปอีกขั้น

การปรับปรุงที่สำคัญได้แก่:
ข้อเหวี่ยงไทเทเนียม: ลดน้ำหนักลงอย่างมาก ทำให้ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนภายในเครื่องยนต์ดีขึ้นสูงสุดถึง 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเหล็กหล่อ
หัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยงอลูมิเนียมอัลลอยด์: วัสดุน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง ช่วยลดมวลที่เคลื่อนที่ภายในเครื่องยนต์
เทคโนโลยีจาก Formula 1: มีการนำกระบวนการปรับผิวด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating (DLC) มาใช้ เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลให้กับเครื่องยนต์ได้อย่างมหาศาล

ผลลัพธ์คือขุมพลัง V12 ที่น่าทึ่งนี้ให้กำลังสูงสุดถึง 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ให้ประสบการณ์การขับขี่สุดยอด และเสียงคำรามที่เร้าใจอย่างแท้จริง การส่งกำลังเป็นหน้าที่ของเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะลูกใหม่ ที่ได้รับการปรับแต่งให้ฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) และมาพร้อมกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและเสถียรภาพในการเข้าโค้ง

สมรรถนะอันน่าทึ่ง:
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.:
รุ่น Coupe: 2.9 วินาที
รุ่น Spider: 2.95 วินาที
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.:
รุ่น Coupe: 7.9 วินาที
รุ่น Spider: 8.2 วินาที
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถัง:
รุ่น Coupe: 1,560 กก.
รุ่น Spider: 1,620 กก. (เพิ่มขึ้น 60 กก. จากกลไกหลังคา)
อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง: 48.4:51.6 (มีการกระจายน้ำหนักที่สมดุลอย่างยอดเยี่ยม)

โครงสร้างตัวถังและมิติ:
แชสซีส์ตัวถังได้รับการพัฒนาใหม่ให้ซับเสียงได้ดีขึ้น และมีความแข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น นี่คือการใช้เทคโนโลยีวัสดุที่ล้ำหน้า และยังเป็นรถยนต์ Production Car คันแรกของ Ferrari ที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของแบรนด์

ยาว: 4,733 มม.
กว้าง: 2,176 มม.
สูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.

ด้วยตัวถังที่เบาและแข็งแรงขึ้น 15% ทำให้ Ferrari สามารถปรับแต่งช่วงล่างของ 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลขึ้นได้อย่างน่าประหลาดใจ โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน นอกจากนี้ การปรับฐานล้อให้สั้นลงเล็กน้อยจาก 812 Superfast (2,720 มม. > 2,700 มม.) และเพิ่มความสูง-ความกว้างของตัวรถเล็กน้อย ก็ช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงและทำให้รถใช้งานได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน แม้ว่าความยาวของตัวรถอาจทำให้การกะระยะยากขึ้นเล็กน้อย แต่ภาพรวมแล้ว นี่คือรถซูเปอร์คาร์ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นมิตรกับการขับขี่ในทุกๆ วัน

ประสบการณ์การขับขี่: นุ่มนวล ทรงพลัง มั่นใจทุกเส้นทาง (Ferrari 12Cilindri Spider)

โอกาสที่ได้ทดลองขับ Ferrari 12Cilindri Spider ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ คือสิ่งที่ยืนยันทุกสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น รุ่น Spider มาพร้อมหลังคาเปิดประทุนแบบแข็งที่สามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที และสามารถทำได้ขณะขับขี่หากความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. การออกแบบด้านหลังจะแตกต่างจากรุ่น Coupe เล็กน้อย โดยเป็นแบบลาดลงแต่มีส่วนเว้าตรงกลางและใช้กระจกกั้นแทน ซึ่งจะเปิด-ปิดอัตโนมัติพร้อมหลังคา แม้ว่ากลไกของหลังคาจะทำให้น้ำหนักของ Spider เพิ่มขึ้น 60 กก. (เป็น 1,620 กก.) แต่ก็ส่งผลต่อสมรรถนะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ช้ากว่ารุ่น Coupe เพียง 0.05 วินาที ทำให้ประสบการณ์ความเร้าใจยังคงไม่ต่างกัน

สำหรับผู้ที่คลุกคลีในวงการซูเปอร์คาร์มานาน ผมบอกเลยว่า 12Cilindri Spider คือบทพิสูจน์ถึงความสามารถในการปรับแต่งรถให้ “ขับดีเกินคาด” การทดสอบบนสนามที่มีลักษณะกึ่ง Street Circuit พร้อมทางตรงยาว โค้งกว้าง และโค้งลึกนับไม่ถ้วน ทำให้เราได้สัมผัสถึงขีดจำกัดและสมรรถนะของรถได้อย่างแท้จริง โดยเราได้ทดสอบในโหมด Sport ซึ่งเป็นโหมดที่ผู้ขับขี่ทั่วไปน่าจะใช้งานมากที่สุด

ในรอบแรกที่ผมได้นั่งเป็นผู้โดยสาร แม้เจ้าหน้าที่ผู้ขับจะพาพุ่งทะยานราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ Fast and Furious แต่ 12Cilindri กลับตอบสนองได้อย่างน่าทึ่ง มันเข้าโค้งทุกโค้งได้อย่างมั่นคง ไม่มีอาการเสียหลักให้เห็น และเสียงเครื่องยนต์ V12 ที่คำรามผ่านเกียร์ที่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมรู้สึกถึงพลังที่ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อถึงรอบที่ผมได้สัมผัสพวงมาลัยด้วยตัวเอง (แน่นอนว่ามีเจ้าหน้าที่นั่งประกบอยู่) ความรู้สึกแตกต่างจากการเป็นผู้โดยสารอย่างชัดเจน ตำแหน่งการนั่งของผู้ขับขี่ ซึ่งตอนแรกคิดว่าอาจจะนั่งยากหรือเมื่อยล้า แต่กลับเป็นการจัดวางตำแหน่งที่นั่งที่สบายอย่างเหลือเชื่อ ทัศนวิสัยก็ดีเยี่ยม มองเห็นทุกจุดได้อย่างชัดเจน แม้ว่ารถหน้ายาวอาจจะทำให้การกะระยะด้านหน้ายากเล็กน้อย แต่ตำแหน่งการนั่งที่ดีช่วยให้มองเห็นฝากระโปรงหน้าได้ ทำให้ไม่ได้กะยากอย่างที่คิด

เมื่อลองขับบนทางตรงและเบรกอย่างรุนแรง สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือการพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงลากรอบอันไพเราะของเครื่องยนต์ V12 NA ที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความเร็ว มันคือความเร้าใจในแบบฉบับความหรูหรา ด้วยความไหลลื่นของเกียร์ลูกใหม่ที่ทำงานได้อย่างนุ่มนวลเหลือเชื่อ แต่ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าคือการเบรก การเหยียบเบรกอย่างรุนแรงนั้นเร้าใจกว่าการเหยียบคันเร่งเสียอีก ระบบเบรกขนาดใหญ่ที่ยกมาจาก SF90 นั้นทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ร่วมกับระบบอื่นๆ ในการชะลอความเร็วลงได้อย่างแนบเนียน ไม่มีอาการกระชาก และมีการทำงานของ Engine Brake เข้ามาช่วยเสริมด้วย

เมื่อเหยียบเบรกแรงๆ เกียร์จะชิฟท์ดาวน์ลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ Engine Brake มีส่วนช่วยในการขับขี่และการเบรกให้มั่นใจยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือการทำงานของเกียร์ที่รวดเร็วทำให้เสียงเครื่องยนต์เร้าใจมากยิ่งขึ้นทุกครั้งที่ตบเกียร์ลงแต่ละสเต็ป

ส่วนที่น่าประหลาดใจที่สุดคือช่วงล่างและการเข้าโค้ง หากดูจากรายละเอียดการออกแบบ หลายคนอาจจะคิดว่ารถคันนี้จะต้องนั่งลำบาก ขับลำบาก แข็งกระด้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง! เมื่อได้ขับเข้าโค้งลึกๆ จนท้ายสะบัดเล็กน้อย คุณจะรู้ได้เลยว่ารถคันนี้ “นุ่มมาก” มันคือความเฟิร์มที่มาพร้อมความนุ่มหนึบ ซึ่งเมื่อรวมกับตำแหน่งที่นั่งที่ดีแล้ว ผมกล้าพูดได้เลยว่า 12Cilindri จะเป็น Supercar ที่สามารถ Daily Use ได้ทุกวันอย่างแท้จริง การเซ็ตช่วงล่างให้ความรู้สึกเหมือนขับรถยางหนาๆ ทั้งที่ใช้ยางบางๆ นั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา

การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ให้ความรู้สึกว่ารถนุ่มหนึบและจิกถนนอย่างมาก ราวกับล้อถูกดูดติดอยู่กับพื้นถนนตลอดเวลา เมื่อท้ายรถมีอาการสะบัดออก ระบบควบคุมการทรงตัวก็สามารถดึงรถกลับเข้าสู่แนวเดิมได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่รู้สึกถึงความอันตรายเลยแม้แต่น้อย แต่กลับรู้สึกสนุกและมั่นใจในรถคันนี้อย่างมาก

ด้วยฐานล้อที่สั้นกว่า 812 Superfast ผนวกกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้รถมีความกระฉับกระเฉงและคล่องตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ตัวถังที่แข็งแรงขึ้นและใต้ท้องรถที่สูงกว่าเล็กน้อย ทำให้ Ferrari สามารถเซ็ตรถคันนี้ออกมาได้อย่างลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ และยืนยันได้เลยว่า 12Cilindri คือรถ Supercar สไตล์ GT ที่มีการเซ็ตช่วงล่างที่ดีเยี่ยม สามารถขับขี่ได้ทุกวัน และเป็นรถที่ให้ความรู้สึกเหมือน “รถบ้าน” ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะอันเป็นที่สุด (หากคุณพร้อมที่จะรับมือกับค่าน้ำมันเชื้อเพลิง)

บทสรุป: ตำนานบทใหม่ที่พร้อมพุ่งทะยาน

Ferrari 12Cilindri ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์รุ่นใหม่ในสายการผลิตของ Ferrari แต่มันคือการประกาศศักดาครั้งใหม่ของปรัชญา Gran Turismo ที่ผสานรวมดีไซน์อันเป็นอมตะ สมรรถนะอันเหนือชั้น และความสะดวกสบายในการขับขี่เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว การคว้ารางวัล Car Design Award 2025 เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการสร้างสรรค์งานศิลปะวิศวกรรมที่ไร้ที่ติ และเป็นการตอกย้ำว่า Ferrari ยังคงเป็นผู้นำในตลาดรถหรูและซูเปอร์คาร์อย่างแท้จริง นี่คือสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์ที่พร้อมจะมอบประสบการณ์การขับขี่สุดยอดให้กับเจ้าของทุกคน

หากคุณกำลังมองหารถซูเปอร์คาร์ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเร็ว แต่ยังเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ ประวัติศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในตลาดปี 2025 Ferrari 12Cilindri คือคำตอบที่คุณตามหา อย่ารอช้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของตำนานบทใหม่นี้

สัมผัสประสบการณ์สุดยอดของ Ferrari 12Cilindri ด้วยตัวคุณเอง! เยี่ยมชมโชว์รูม Ferrari ใกล้บ้านคุณเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมและร่วมเป็นเจ้าของบทสรุปแห่งความเร้าใจและงานดีไซน์ระดับโลก

Previous Post

[ตอนที่ 2] 563T1020 AD109 ปีใหม่ทำงานตามปกตินะ

Next Post

[ตอนที่ 2] 565T1020 AD111 เงินอยู่ในมือแท้ๆ ยังจะแย่งเขาอีก

Next Post
[ตอนที่ 2] 565T1020 AD111 เงินอยู่ในมือแท้ๆ ยังจะแย่งเขาอีก

[ตอนที่ 2] 565T1020 AD111 เงินอยู่ในมือแท้ๆ ยังจะแย่งเขาอีก

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • [ตอนต่อไป] 700T1129 AC293 วิธีจับคนขับรถตู้ขี้ขโมย.mp4
  • [ตอนต่อไป] 699T1129 AC292 ใส่หน้ากากวนรับอาหารโรงทานไม่แบ่งใคร.mp4
  • [ตอนต่อไป] 698T1129 AC291 นัดเจอผู้ชายครั้งแรก แต่โดนแกร้ปเฉี่ยวชุดหลุด.mp4
  • [ตอนต่อไป] 697T1129 AC290 แม่ผัวขโมยเงินลูกสะใภ้ผ่านช่องหน้าต่าง.mp4
  • [ตอนต่อไป] 696T1129 AC289 เปิดท้ายขายส้มตำ.mp4

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.