เฟอร์รารี่ 12Cilindri: สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับกับซูเปอร์คาร์ V12 ที่สุดแห่งดีไซน์และสมรรถนะแห่งปี 2025
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีในวงการยานยนต์สมรรถนะสูงมานานกว่าทศวรรษ ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับรถยนต์ระดับตำนานและนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย แต่มีไม่กี่ครั้งที่รถคันหนึ่งจะสามารถสร้างความประทับใจได้ลึกซึ้งและครบวงจรเท่ากับ เฟอร์รารี่ 12Cilindri (Ferrari 12Cilindri) เรือธงใหม่ล่าสุดจากค่ายม้าลำพอง ที่ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยืนยันถึงขีดสุดแห่งวิศวกรรมยานยนต์ แต่ยังเป็นผลงานศิลปะเคลื่อนที่ที่เพิ่งคว้ารางวัล Car Design Award 2025 มาครองได้อย่างสง่างาม บทความนี้ผมจะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุมของ 12Cilindri พร้อมทั้งแบ่งปันประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้น เพื่อให้คุณเข้าใจว่าทำไมซูเปอร์คาร์คันนี้ถึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาแห่งปี 2025
หัวใจแห่งการออกแบบ: รางวัล Car Design Award 2025 กับ “สายใยระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคต”
การคว้ารางวัล Car Design Award 2025 สาขา Production Cars ของ Ferrari 12Cilindri ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการประกาศศักดาถึงปรัชญาการออกแบบอันล้ำเลิศที่เฟอร์รารี่ได้บรรจงสร้างสรรค์ รางวัลนี้เป็นหนึ่งในเวทีที่ทรงเกียรติที่สุดในโลกยานยนต์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 เพื่อเชิดชูโครงการออกแบบที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสื่อยานยนต์นานาชาติเป็นผู้ตัดสิน การที่ 12Cilindri ได้รับการยกย่อง ยิ่งตอกย้ำถึงความสามารถของเฟอร์รารี่ในการสร้างสรรค์งานดีไซน์ที่ล้ำสมัยแต่ยังคงรากเหง้าอันเป็นเอกลักษณ์
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เฟอร์รารี่เคยคว้ารางวัล Car Design Award ในหมวด Production Cars มาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่ Ferrari Testarossa (1985), Ferrari Roma (2020), Ferrari 296 GTB (2022) และ Ferrari Purosangue (2023) ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนเป็นมาสเตอร์พีซที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ การที่ 12Cilindri เป็นเฟอร์รารี่คันที่ 5 ที่ได้รับเกียรตินี้ ยิ่งเพิ่มคุณค่าและสถานะของมันในฐานะผลงานออกแบบระดับโลก
คำกล่าวของคณะกรรมการที่ยกย่องให้ Ferrari 12Cilindri เป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” นั้นสะท้อนถึงแก่นแท้ของซูเปอร์คาร์คันนี้ได้อย่างแม่นยำ มันไม่ใช่แค่การนำสไตล์เก่ามาปัดฝุ่นใหม่ แต่เป็นการตีความใหม่ทั้งหมดผ่านเลนส์ของนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ด้านแอโรไดนามิกส์ที่ทันสมัยที่สุด ผสมผสานสองจิตวิญญาณที่โดดเด่นอย่างความสปอร์ตและความหรูหราเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สร้างเอกลักษณ์ที่เหนือความคาดหมายและกำหนดนิยามใหม่ให้กับรถสปอร์ต GT ในปี 2025
ปรัชญาการออกแบบ: หลอมรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
หัวใจของการออกแบบ Ferrari 12Cilindri เริ่มต้นจากการย้อนเวลากลับไปสู่ยุคทองของ Ferrari Gran Turismo ในช่วงทศวรรษ 1950s และ 1960s ซึ่งเป็นยุคที่รถสปอร์ตเครื่องยนต์ V12 วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง 2 ที่นั่ง ถือเป็นสุดยอดปรารถนาของเหล่านักขับและผู้หลงใหลในความเร็ว ดีไซเนอร์ของเฟอร์รารี่ได้นำภารกิจและจิตวิญญาณเหล่านั้นมาปรับใช้กับบริบทของโลกปัจจุบัน สร้างสรรค์รถที่ตอบโจทย์ทั้งด้านดีไซน์ที่งดงามเหนือกาลเวลา ความอเนกประสงค์สำหรับการใช้งาน และสมรรถนะอันไร้ที่ติ
รูปลักษณ์ภายนอกของ 12Cilindri ถ่ายทอดความรู้สึกของความสปอร์ตที่แฝงด้วยความหรูหราและความละเมียดละไม เส้นสายตัวถังที่ดูเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ซ่อนเร้นไว้ซึ่งความทรงพลังและนวัตกรรมอันชาญฉลาด หนึ่งในนั้นคือระบบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟที่ผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่เพียงอุปกรณ์เสริมที่ดูโดดเด่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและลดแรงต้านอากาศ นอกจากนี้ ฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทางยังเผยให้เห็นความงดงามของขุมพลัง V12 ที่อยู่เบื้องล่าง ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียคู่แบบ Twin Pair อันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V12 ของเฟอร์รารี่ ยิ่งสะท้อนถึงการยกระดับมรดกของแบรนด์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมในทุกมิติ ทั้งด้านการดีไซน์ สมรรถนะที่เหนือชั้น และความสะดวกสบายในการขับขี่ที่เหนือกว่าซูเปอร์คาร์หลายๆ รุ่นในตลาดปี 2025
เจาะลึกดีไซน์ภายนอก: เส้นสายอันเป็นเอกลักษณ์ที่ซ่อนเร้นพลัง
เมื่อมอง 12Cilindri จากภายนอก สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความลงตัวระหว่างความคลาสสิกและโมเดิร์น เฟอร์รารี่ได้นำเสนอดีไซน์ที่สดใหม่แต่ยังคงกลิ่นอายของตำนานได้อย่างน่าชื่นชม
ด้านหน้า: ดีไซน์ด้านหน้าชวนให้นึกถึง Ferrari 365 GTB/4 Daytona ในอดีต ด้วยไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่ซ่อนไฟ DRL ไว้อย่างแนบเนียน แถบสีดำคาดผ่านด้านหน้าพร้อมโลโก้ม้าลำพองขนาดเล็กวางอยู่กึ่งกลาง สร้างมิติที่เรียบหรูและย้อนยุคได้อย่างลงตัว กระจังหน้าแบบตะแกรงสีดำขนาดใหญ่พร้อมเซ็นเซอร์ที่ซ่อนอยู่ตรงกลาง ไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกดุดัน แต่ยังช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ V12 ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝากระโปรงหน้ามีความยาวเป็นพิเศษ คล้ายกับ Ferrari 812 Superfast ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดวางเครื่องยนต์ V12 แบบ Naturally Aspirated อันเป็นหัวใจสำคัญของรถคันนี้
ด้านข้าง: เส้นสายด้านข้างของ 12Cilindri คือการแสดงออกถึง “มัดกล้ามเนื้อ” อันโค้งมนที่ชัดเจน ซึ่งเป็นการตีความใหม่ของซูเปอร์คาร์เฟอร์รารี่ยุค 50s-60s โป่งล้อหน้าอันสง่างามที่ผสานกับดีไซน์ของฝากระโปรงหน้า ทำให้เกิดความต่อเนื่องทางสายตา จุดเด่นคือช่องระบายลมที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวโป่งบริเวณหลังล้อหน้า ซึ่งมีหน้าที่จัดระเบียบการไหลเวียนของอากาศในซุ้มล้อให้ไหลผ่านออกทางด้านข้างตัวรถ เพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ 21 นิ้ว (หน้า 275/35 R21 J10.0, หลัง 315/35 R21 J11.5) แม้ยางจะมีแก้มยางบาง แต่ก็ถูกออกแบบมาเพื่อการยึดเกาะสูงสุด
ระบบเบรกเองก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ โดยยกชุดมาจากรุ่นตัวท็อปอย่าง SF90 และ 296 GTB ซึ่งเป็นระบบเบรกแบบ Brake-by-wire พร้อมจานเบรกขนาดใหญ่ (หน้า 398 x 223 x 38 มม., หลัง 360 x 233 x 32 มม.) ทำงานร่วมกับระบบ ABS Evo ช่วยให้การเบรกแม่นยำและสม่ำเสมอแม้จะใช้งานหนักต่อเนื่อง เสริมด้วยระบบเลี้ยว 4 ล้อ (Virtual Short Wheelbase 3.0 – PCV) ที่ควบคุมมุมล้อหน้าและหลังเพื่อการเลี้ยวที่เฉียบคม และระบบรักษาการทรงตัว Side Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ที่ประมวลผลร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D เพื่อวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจในทุกสถานการณ์
ด้านท้าย: การออกแบบท้ายรถผสมผสานความทันสมัยเข้ากับความเรโทรได้อย่างลงตัว มีความแบนราบคล้าย SF90 แต่ไฟท้ายกลับมีดีไซน์ที่ชวนให้นึกถึง Ferrari Roma ดิฟฟิวเซอร์ด้านล่างขนาดใหญ่ช่วยเรื่องการรีดอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างแรงกดอากาศที่จำเป็น แถบสีดำคาดผ่านฝากระโปรงท้ายที่ออกแบบให้เป็น Ducktail ขนาดเล็กอย่างแนบเนียน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือบริเวณปีกซ้ายและขวานั้นซ่อนสปอยเลอร์แบบ Active เอาไว้ ซึ่งจะทำงานเมื่อความเร็วเกิน 60 กม./ชม. เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ ทำให้ตัวรถนิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายเองก็เพียงพอสำหรับกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ และกระเป๋าเป้เล็กๆ อีก 1 ใบ ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานแบบ GT ได้เป็นอย่างดี
สุนทรียภาพแห่งห้องโดยสาร: Dual Cockpit สู่ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร
ก้าวเข้ามาในห้องโดยสารของ Ferrari 12Cilindri คุณจะพบกับงานออกแบบสไตล์ Dual Cockpit ที่เน้นความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัวให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ซึ่งเป็นปรัชญาการออกแบบที่เฟอร์รารี่ให้ความสำคัญมาโดยตลอด วัสดุภายในเลือกใช้แต่สิ่งที่ดีที่สุดตามสไตล์ของซูเปอร์คาร์ GT ระดับเรือธง ไม่ว่าจะเป็นหนังแท้ หนังกลับ Alcantara หรือคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ถูกนำมาตกแต่งคอนโซลและส่วนต่างๆ อย่างประณีต
คอนโซลโดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 3 ชุด อันเป็นเทรนด์สำคัญในรถยนต์ระดับพรีเมียมปี 2025:
หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่: ขนาด 15.6 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ที่ครบถ้วนและปรับแต่งได้
หน้าจอกลาง: ขนาด 10.25 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto สามารถแสดงผลได้ทุกอย่าง รวมถึงข้อมูลสมรรถนะของรถแบบเรียลไทม์
หน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า: ขนาด 8.8 นิ้ว ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถติดตามข้อมูลความเร็วและรอบเครื่องยนต์ได้ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น Co-Driver ที่ร่วมรับรู้ถึงประสบการณ์การขับขี่ไปด้วยกัน ใต้หน้าจอผู้โดยสารยังประดับด้วยตราสัญลักษณ์ “12Cilindri” เพิ่มความหรูหรา และเพื่อความเพลิดเพลินในการเดินทาง ระบบเครื่องเสียง Burmester Audio System พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง ก็พร้อมมอบประสบการณ์เสียงคุณภาพสูง
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันของเฟอร์รารี่นั้นเป็นเสมือนศูนย์รวมของการควบคุมทุกอย่าง ด้วยปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ ปุ่มไฟเลี้ยว และปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่างๆ อีกมากมายที่ถูกจัดวางอย่าง ergonomic ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน และแน่นอนว่ามาพร้อม Paddle Shift ขนาดใหญ่เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วทันใจ
บริเวณคอนโซลกลางได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน โดยมีช่องวางแก้วน้ำ 1 จุด และหากไม่เพียงพอ คุณยังสามารถเสียบขวดน้ำที่ช่องเก็บของข้างประตูทั้งสองฝั่งได้อีกด้วย ตัวเกียร์อัตโนมัติถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายเกียร์ธรรมดาแบบเรโทรของเฟอร์รารี่ยุคเก่า เพียงแค่ดันก้านเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเข้าเกียร์ ถัดลงมาเป็นจุดสำหรับวางกุญแจ และปุ่มเปิด-ปิดกระจกไฟฟ้า สำหรับรุ่น Spider ก็จะมีปุ่มควบคุมการเปิด-ปิดหลังคาด้วย
เบาะนั่งเป็นทรงสปอร์ตสไตล์ GT ที่มีโครงสร้างพื้นฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ น้ำหนักเบา แต่หุ้มด้วยวัสดุพรีเมียมอย่างหนังแท้หรือหนัง Alcantara ที่สามารถเลือกได้ตามความต้องการ มีที่วางแขนตรงกลางที่แม้จะดูเล็กไปบ้าง แต่ก็มีช่องเก็บของด้านใน ส่วนฝั่งผู้โดยสารมีแป้นยันเท้ามาให้ เพื่อความมั่นคงขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง
ขุมพลัง V12 หายใจเอง: Symphony แห่งความเร็วและแรง
ภายใต้ฝากระโปรงหน้าที่ยาวสง่างามของ Ferrari 12Cilindri คือขุมพลัง V12 ที่หลายคนยกให้เป็น “หัวใจที่แท้จริงของเฟอร์รารี่” ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน V12 Naturally Aspirated ขนาด 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจาก 812 Superfast โดยมีกำลังสูงสุดถึง 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที เป็นเครื่องยนต์ที่ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและเสียงคำรามที่ไพเราะราวบทเพลงโอเปร่า
เฟอร์รารี่ได้นำนวัตกรรมจากสนามแข่ง Formula 1 มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความทนทาน เช่น การเปลี่ยนชิ้นส่วนข้อเหวี่ยงเป็นวัสดุไทเทเนียม ซึ่งช่วยลดน้ำหนักลงอย่างมาก ทำให้การทำงานภายในเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสูงสุด 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเหล็กหล่อ นอกจากนี้ ยังใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง รวมถึงการปรับผิวด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating (DLC) เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลให้กับเครื่องยนต์อย่างเห็นได้ชัด ทำให้เครื่องยนต์ V12 นี้ยังคงเป็นจุดสูงสุดของวิศวกรรมยานยนต์ในยุคที่เครื่องยนต์สันดาปกำลังถูกท้าทาย
การส่งกำลังสู่ล้อหลัง (RWD) ทำผ่านเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะลูกใหม่ ที่ได้รับการปรับปรุงให้ฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วยิ่งขึ้น ทำงานร่วมกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ สมรรถนะที่ได้นั้นน่าทึ่ง:
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ภายใน 2.9 วินาที (รุ่น Coupe) และ 2.95 วินาที (รุ่น Spider)
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: ภายใน 7.9 วินาที (รุ่น Coupe) และ 8.2 วินาที (รุ่น Spider)
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถัง: Coupe อยู่ที่ 1,560 กก. และ Spider อยู่ที่ 1,620 กก.
อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง: 48.4:51.6 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สมดุลอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อการควบคุมที่ดีเยี่ยม
โครงสร้างและมิติ: ความแข็งแกร่งที่มาพร้อมความเบาสบาย
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Ferrari 12Cilindri แตกต่างและโดดเด่นคือการพัฒนาโครงสร้างแชสซีใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยซับเสียงรบกวนได้ดียิ่งขึ้น แต่ยังแข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% โดยที่น้ำหนักตัวถังไม่เพิ่มขึ้น นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง นอกจากนี้ 12Cilindri ยังเป็นรถ Production Car คันแรกของเฟอร์รารี่ที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในด้านความยั่งยืนในยุค 2025
มิติตัวถังของ 12Cilindri มีขนาดที่ลงตัวสำหรับรถสปอร์ต GT:
ยาว: 4,733 มม.
กว้าง: 2,176 มม.
สูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.
เมื่อเทียบกับ 812 Superfast ที่มีฐานล้อยาวกว่าเล็กน้อย (2,720 มม.) การลดระยะฐานล้อลงของ 12Cilindri ส่งผลโดยตรงต่อความกระฉับกระเฉงในการขับขี่ เพิ่มความคล่องตัวในโค้ง และด้วยตัวถังที่แข็งแรงขึ้น เฟอร์รารี่จึงสามารถปรับแต่งช่วงล่างของ 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ทำให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันสะดวกสบายอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะเป็นรถซูเปอร์คาร์สมรรถนะสูงก็ตาม ความสูงและความกว้างที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยยังช่วยให้การควบคุมรถทำได้ง่ายขึ้น แต่ด้วยความยาวของตัวรถที่ยังคงมีอยู่ อาจต้องใช้ความคุ้นเคยในการกะระยะอยู่บ้าง
สัมผัสประสบการณ์หลังพวงมาลัย Ferrari 12Cilindri Spider: GT Car ที่ขับได้ทุกวัน
โอกาสในการทดลองขับ Ferrari 12Cilindri เป็นประสบการณ์ที่ผมรอคอยมานาน โดยเฉพาะรุ่น Spider หลังคาเปิดประทุน ซึ่งมีการเพิ่มออปชั่นพาร์ทคาร์บอน เบาะ และล้อ มาด้วย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลต่อสมรรถนะหลักของรถ ทำให้มั่นใจได้ว่าความรู้สึกที่ได้จากการขับขี่นั้นไม่ต่างจากรุ่นมาตรฐานที่ออกจากโรงงาน
รุ่น Spider มาพร้อมหลังคาแข็งแบบเปิดประทุน ที่สามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที และสามารถทำได้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. ดีไซน์ด้านหลังของรุ่น Spider จะแตกต่างจากรุ่น Coupe เล็กน้อย โดยมีลักษณะลาดลงแต่เว้ากลาง พร้อมกระจกกั้นที่เปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อใช้งานหลังคา ด้วยกลไกและโครงสร้างที่เพิ่มเข้ามา ทำให้รุ่น Spider มีน้ำหนักอยู่ที่ 1,620 กก. ซึ่งมากกว่ารุ่นหลังคาแข็ง 60 กก. แต่ความแตกต่างของน้ำหนักนี้ส่งผลต่ออัตราเร่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยรุ่น Spider ทำ 0-100 กม./ชม. ได้ใน 2.95 วินาที ซึ่งช้ากว่ารุ่น Coupe เพียง 0.05 วินาทีเท่านั้น
การทดสอบจัดขึ้นที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งมีลักษณะเป็น Street Circuit ผสมผสาน ทำให้เราสามารถทดสอบสมรรถนะของรถได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในโหมด Sport จากทั้งหมด 5 โหมดการขับขี่ เส้นทางประกอบด้วยทางตรงยาว 2 ช่วง โค้งกว้างหลายโค้ง และโค้งหักศอกอีกมากมาย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสัมผัสถึงขีดสุดของ 12Cilindri
มุมมองจากเบาะผู้โดยสาร: ในรอบแรก ผมได้นั่งเป็นผู้โดยสารโดยมีเจ้าหน้าที่ขับให้ ซึ่งบอกเลยว่าพี่ท่านซัดไม่ยั้งราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ Fast and Furious แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือแม้จะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงและรุนแรงเพียงใด รถคันนี้ก็ยังคงยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคงในทุกโค้ง ไม่มีอาการเสียการทรงตัวให้เห็นแม้แต่น้อย และเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V12 ที่ตอบสนองการเร่งและเปลี่ยนเกียร์อย่างรวดเร็ว ทำให้สัมผัสได้ถึงพละกำลังและความฉับไวของมัน
มุมมองจากเบาะผู้ขับ: เมื่อถึงตาผมได้กุมพวงมาลัย ความรู้สึกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตำแหน่งผู้ขับขี่ที่ผมเคยคิดว่าจะนั่งยากและอาจเมื่อยล้า กลับเป็นตำแหน่งที่สบายอย่างเหลือเชื่อ ให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมในการมองเห็นรอบด้าน แม้จะเป็นรถหน้ายาว การกะระยะก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดไว้
การเร่งและการเบรก: เมื่อกดคันเร่งสุดตัว รถพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงลากรอบอันหวานหูของเครื่องยนต์ V12 NA ที่ปลุกเร้าทุกโสตประสาท เป็นความเร้าใจที่มาพร้อมความหรูหรา ด้วยเกียร์ Dual Clutch ลูกใหม่ที่ทำงานได้อย่างไหลลื่นและเนียนตา การเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้งแทบไม่รู้สึกถึงการกระตุก แต่เมื่อเหยียบเบรกอย่างรุนแรง สิ่งนี้กลับสร้างความประทับใจยิ่งกว่า การทำงานของระบบเบรกที่ยกมาจาก SF90 นั้นยอดเยี่ยมมาก สามารถชะลอความเร็วลงได้อย่างรวดเร็วแต่ก็นุ่มนวล ไม่มีการกระชาก อีกทั้งยังทำงานร่วมกับ Engine Brake ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจในการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น
ช่วงล่างและการเข้าโค้ง: นี่คือส่วนที่สร้างความประหลาดใจที่สุดให้กับผม ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและยางบางเฉียบ หลายคนอาจคาดหวังว่าช่วงล่างจะต้องแข็งกระด้าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว 12Cilindri กลับมอบความนุ่มนวลอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นความเฟิร์มที่ติดนุ่มหนึบ การเข้าโค้งลึกๆ ที่ส่งผลให้ท้ายรถมีอาการสะบัดเล็กน้อย สามารถควบคุมได้อย่างง่ายดาย ระบบควบคุมการทรงตัวดึงรถกลับมาในไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้รู้สึกสนุกและมั่นใจในรถคันนี้อย่างเต็มเปี่ยม
ด้วยระยะฐานล้อที่สั้นกว่า 812 Superfast ผสานกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้รถคันนี้มีความกระฉับกระเฉงอย่างน่าทึ่ง ตัวถังที่แข็งแรงขึ้นและใต้ท้องรถที่สูงกว่าเล็กน้อยยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟอร์รารี่สามารถเซ็ตอัพรถคันนี้ได้อย่างลงตัว ผมกล้าพูดได้เลยว่า Ferrari 12Cilindri เป็นซูเปอร์คาร์สไตล์ GT ที่มีช่วงล่างที่ดีเยี่ยม สามารถขับขี่ได้ทุกวัน (Daily Use) และมอบความรู้สึกสบายเหมือนขับรถบ้าน…ถ้าคุณพร้อมสำหรับค่าเชื้อเพลิงที่มาพร้อมกับสมรรถนะระดับนี้
สรุปและบทส่งท้าย
Ferrari 12Cilindri ไม่ใช่แค่ซูเปอร์คาร์อีกคันที่เปิดตัวในปี 2025 แต่มันคือการประกาศถึงวิสัยทัศน์ของเฟอร์รารี่ในการสร้างสรรค์ยานยนต์ที่ผสานตำนานอันยิ่งใหญ่เข้ากับนวัตกรรมแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว มันเป็นบทพิสูจน์ว่าแม้ในยุคที่โลกกำลังมุ่งสู่พลังงานไฟฟ้า เครื่องยนต์ V12 Naturally Aspirated ก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งในด้านดีไซน์อันงดงามที่คว้ารางวัลระดับโลก สมรรถนะที่เร้าใจไร้ขีดจำกัด และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย มอบทั้งความเร็ว ความหรูหรา และความสบายในการใช้งานทุกวัน หากคุณกำลังมองหาสุดยอดซูเปอร์คาร์ GT ที่ไม่เหมือนใคร และพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์ยานยนต์ระดับตำนานที่ขับเคลื่อนสู่ยุคใหม่ ผมขอเชิญชวนให้คุณได้สัมผัสกับ Ferrari 12Cilindri ด้วยตัวคุณเอง
อย่าพลาดโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์นี้! เยี่ยมชมโชว์รูมเฟอร์รารี่ใกล้บ้านคุณวันนี้ หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเพื่อข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายการทดลองขับ เพื่อเปิดประสบการณ์การขับขี่ที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณเกี่ยวกับซูเปอร์คาร์ไปตลอดกาล!
![[ตอนที่ 2] 569T1020 AD115 เมื่อไหร่จะตายสักที](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1870.png)
![[ตอนที่ 2] 570T1020 AD116 เหตุเกิด เพราะชอบดูถูกคนอื่น](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1871.png)