• Sample Page
  • Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

[ตอนที่ 2] 054T1020 AB040 เมื่อความใจดี เปลี่ยนเป็นรางวัลที่คาดไม่ถึง

admin79 by admin79
October 23, 2025
in Uncategorized
0

เปิดหมดเปลือก Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L 8AT ปี 2025: คุ้มค่าจริงหรือแค่กระแส?

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการรถกระบะมานานกว่าทศวรรษ ผมเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของตลาดมาโดยตลอด และยอมรับว่าปี 2025 นี้เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาท ทว่ารถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลยังคงเป็นหัวใจหลักของภาคธุรกิจและการใช้งานอเนกประสงค์ในประเทศไทย การเลือก “คู่หู” ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสมรรถนะ ความประหยัด และความคุ้มค่าในการดูแลรักษา จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนกว่าที่เคยเป็นมา และหนึ่งในชื่อที่ยังคงยืนหยัดและได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง คือ Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร บล็อกใหม่ กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

คำถามสำคัญที่หลายคนตั้งข้อสังเกตคือ “รถกระบะอีซูซุรุ่นนี้ยังน่าสนใจอยู่แค่ไหนในตลาดปัจจุบัน?” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่แข่งต่างงัดไม้เด็ดออกมาประชันกันอย่างดุเดือด ผมได้รับโอกาสทดลองใช้ Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 รุ่น 2.2 ZP 8AT อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่รุ่นนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ และรถคันที่เราทดสอบนี้ผ่านการใช้งานจริงมาแล้วเกือบสองหมื่นกิโลเมตร ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงถึงความน่าเชื่อถือและความคุ้มค่าในระยะยาว นี่ไม่ใช่เพียงแค่การรีวิวตามสเปก แต่เป็นการเจาะลึกจากประสบการณ์ผู้ใช้งานจริง เพื่อให้คุณได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับการตัดสินใจในปี 2025 นี้

หัวใจใหม่ภายใต้รูปลักษณ์คุ้นเคย: เครื่องยนต์ 2.2 MAXFORCE และระบบส่งกำลัง

สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงและถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE รุ่นนี้ คือ “หัวใจใหม่” ที่มาในรหัส RZ4F-TC เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว DOHC Commonrail Direct Injection ขนาด 2.2 ลิตร (2,164 ซีซี) พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบครีบ E-VGS และ Intercooler รวมถึงระบบ Electronic Wastegates ที่เข้ามาช่วยเสริมพละกำลังสูงสุดให้แตะ 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดที่น่าประทับใจถึง 400 นิวตันเมตร ในช่วงรอบเครื่องยนต์กว้างตั้งแต่ 1,600 – 2,400 รอบ/นาที ซึ่งเป็นช่วงที่ใช้งานจริงบ่อยที่สุด

จากประสบการณ์การขับขี่ ต้องบอกว่าการตอบสนองของเครื่องยนต์ 2.2 ลิตรนี้ “แตกต่าง” จากเครื่องยนต์ 1.9 ลิตรที่หลายคนคุ้นเคยอย่างชัดเจน แรงบิดที่มาตั้งแต่รอบต่ำทำให้การออกตัวหรือการเร่งแซงเป็นไปอย่างมั่นใจ ไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องเค้นมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความกระฉับกระเฉง หรือการเดินทางไกลข้ามจังหวัดที่ต้องใช้ความเร็วและอัตราเร่งแซงบนทางหลวง เครื่องยนต์บล็อกนี้มอบสมรรถนะการขับขี่ที่เพียงพอต่อทุกการใช้งานจริง ตอบโจทย์ได้ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการพละกำลังที่มากกว่าเพื่อการบรรทุก หรือผู้ที่มองหารถกระบะที่ขับสบาย ไม่เหนื่อยล้าแม้ต้องเดินทางระยะไกลบ่อยครั้ง

สิ่งที่มาคู่กับเครื่องยนต์ใหม่นี้ และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ คือ “ระบบส่งกำลัง” ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Sequential Shift พร้อม Manual Mode ที่ให้อิสระในการเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้เอง เกียร์ลูกนี้ถูกปรับจูนมาเป็นอย่างดี ทำให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลอย่างเห็นได้ชัดในทุกย่านความเร็ว โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่ต้องมีการเปลี่ยนเกียร์บ่อยครั้ง ความนุ่มนวลนี้ช่วยลดความกระตุกกระชากได้อย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตาม ผมสังเกตพบว่าในบางจังหวะของการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำมากๆ ในสภาพจราจรที่ติดขัด อาจจะยังคงมีความรู้สึกกระตุกเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ้างในรถกระบะประเภทนี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่อการใช้งานโดยรวม

ในด้านความประหยัดน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ใช้งานรถกระบะทุกคนให้ความสำคัญ Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L ทำได้น่าประทับใจ ด้วยการขับขี่ใช้งานจริงทั้งในเมืองและนอกเมือง ทีมงานของเราสามารถทำตัวเลขได้เฉลี่ยที่ 14.4 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถกระบะขนาดนี้ และยังรองรับน้ำมันดีเซล B20 ได้เต็มระบบ พร้อมระบบ DPF (Diesel Particulate Filter Regeneration) ที่ช่วยจัดการคราบเขม่าไอเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดขึ้นในปี 2025 ยิ่งไปกว่านั้น การที่สามารถใช้น้ำมัน B20 ได้ยังช่วยลดต้นทุนการใช้งานในระยะยาว ซึ่งเป็น High CPC Keyword ที่ผู้ประกอบการหรือผู้ใช้รถกระบะตัวจริงให้ความสนใจอย่างมาก

มิติและวิศวกรรมการออกแบบ: ความลงตัวเพื่อการใช้งานจริง

ในโลกของรถกระบะขนาดตัวถังย่อมส่งผลโดยตรงต่อการใช้งาน Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 รุ่นนี้ มาพร้อมมิติตัวถังที่สมดุลและลงตัวสำหรับการใช้งานอเนกประสงค์ โดยมีความยาวรวม 5,265 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,870 มิลลิเมตร และความสูง 1,790 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ Wheelbase ที่ 3,125 มิลลิเมตร และระยะต่ำสุดถึงพื้น Ground Clearance ที่ 240 มิลลิเมตร ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขในตารางสเปก แต่สะท้อนถึงวิศวกรรมการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานจริงในสภาพถนนของประเทศไทย

ด้วยขนาดตัวถังที่ไม่ได้ใหญ่จนเกินไปนัก แต่ก็ไม่เล็กจนเสียความแข็งแกร่ง ทำให้ D-Max Hi-Lander CAB4 มีความคล่องตัวพอสมควรในการขับขี่ในเมือง และยังคงให้ความมั่นคงในการเดินทางไกล ระยะฐานล้อที่ยาวพอประมาณช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการทรงตัวที่ความเร็วสูง ในขณะที่ระยะต่ำสุดถึงพื้นที่ 240 มิลลิเมตร ช่วยให้การลุยผ่านอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ หรือการขับขี่บนเส้นทางที่ไม่ราบเรียบเป็นไปได้อย่างไร้กังวล ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่รถกระบะควรจะมี

สำหรับรุ่น CAB4 หรือกระบะ 4 ประตูนั้น จุดเด่นอยู่ที่การผสมผสานระหว่างการเป็นรถใช้งานและรถครอบครัว พื้นที่ภายในห้องโดยสารสำหรับผู้โดยสารตอนหลังได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง นั่งสบาย แม้จะเป็นการเดินทางระยะไกลก็ตาม การขึ้นลงทำได้สะดวก เบาะนั่งมีขนาดเหมาะสมและสามารถรองรับสรีระได้ดี ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ใช้รถกระบะเป็นรถคันเดียวของครอบครัว หรือใช้เพื่อขนส่งทีมงานไปยังหน้างานต่างๆ โครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงและได้รับการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของความทนทานและอายุการใช้งานที่ยาวนานของ Isuzu D-Max

ช่วงล่างและการควบคุม: เอกลักษณ์ที่ต้องทำความเข้าใจ

เมื่อพูดถึงช่วงล่างของ Isuzu หลายคนอาจมีภาพจำถึงความนุ่มนวลเป็นอันดับแรก ซึ่งในบางครั้งก็ถูกนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดว่า “ออกแนวท้ายแถว” ในด้านความเฟิร์มหรือการยึดเกาะถนนเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง แต่ในฐานะผู้ใช้งานที่มีประสบการณ์ ผมอยากจะอธิบายว่านี่คือ “เอกลักษณ์” หรือ “ปรัชญาการออกแบบ” ของ Isuzu มากกว่าที่จะเป็นข้อด้อยอย่างสิ้นเชิง

ช่วงล่างของ Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 รุ่นนี้ถูกเซ็ตอัพมาให้เน้นความนุ่มนวลสบายเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ หรือการวิ่งบนถนนขรุขระที่ไม่ราบเรียบ การซับแรงกระแทกทำได้ดีเยี่ยม ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสบาย ไม่กระด้าง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับรถกระบะที่ต้องใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมืองที่เต็มไปด้วยผิวถนนที่ไม่สม่ำเสมอ หรือการบรรทุกสัมภาระที่ไม่หนักมากนัก การซับแรงสะเทือนที่ดีทำให้การขับขี่ไม่เหนื่อยล้า และช่วยให้สัมภาระท้ายรถไม่เสียหายง่าย

แต่แน่นอนว่าเหรียญย่อมมีสองด้าน ในช่วงความเร็วสูงมากๆ โดยเฉพาะบนทางโค้ง หรือเมื่อเจอถนนที่ไม่เรียบที่ความเร็วสูง อาจจะมีความรู้สึกว่ารถ “ลอยๆ” หรือต้องการการควบคุมจากพวงมาลัยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งผู้ขับขี่ที่เคยชินกับรถกระบะที่มีช่วงล่างแข็งและเฟิร์มกว่าอาจจะต้องใช้เวลาปรับตัว อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ขับขี่รถกระบะ Isuzu มาโดยตลอด หรือผู้ที่ไม่ได้เน้นการขับขี่สไตล์สปอร์ตด้วยความเร็วสูง การเซ็ตอัพช่วงล่างแบบนี้ถือว่า “รับได้” และเป็นสิ่งที่ Isuzu ต้องการมอบให้คือความสบายในการเดินทาง

สิ่งที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป และเป็นจุดแข็งที่แท้จริงของ Isuzu ในระยะยาว คือ “ค่าบำรุงรักษา” และ “ราคาอะไหล่” ช่วงล่างของ Isuzu ขึ้นชื่อเรื่องอะไหล่ที่มีราคาไม่แพงและหาได้ง่ายมากในตลาด ตัวอย่างเช่น โช้คอัพทั้ง 4 ต้น มีราคาไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง สิ่งนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาของเจ้าของรถได้อย่างมหาศาล และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Isuzu เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ประกอบการและผู้ที่ต้องการรถที่คุ้มค่าในระยะยาว หากคุณต้องการช่วงล่างที่เฟิร์มกว่าเพื่อการขับขี่ด้วยความเร็วสูง หรือการบรรทุกหนักอย่างสม่ำเสมอ ตลาดอะไหล่และชุดแต่งช่วงล่างสำหรับ Isuzu ก็มีให้เลือกมากมายในราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้คุณสามารถปรับแต่งช่วงล่างให้เข้ากับสไตล์การใช้งานของคุณได้ไม่ยาก ซึ่งเป็นจุดเด่นด้าน “ความยืดหยุ่น” ที่รถกระบะ Isuzu มีมาโดยตลอด

เทคโนโลยีและระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS: ก้าวสำคัญที่ยังต้องปรับจูน

ในปี 2025 เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) กลายเป็นมาตรฐานที่รถยนต์ยุคใหม่พึงมี และ Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE ก็ไม่พลาดที่จะนำเสนอนวัตกรรมนี้ โดยมาพร้อม “กล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าสำหรับ Isuzu และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

ระบบ ADAS ที่มาพร้อมในรุ่นนี้ครอบคลุมฟังก์ชันสำคัญหลายอย่าง อาทิ ระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning) พร้อมระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (Autobrake) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับความเร็วตามรถคันหน้า (Adaptive Cruise Control) ระบบแจ้งเตือนออกนอกเลน (Lane Departure Warning) และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การใช้งานจริงบนสภาพการจราจรของประเทศไทย ผมต้องยอมรับว่าระบบเหล่านี้ “ยังต้องการการปรับจูน” ให้เข้ากับลักษณะการขับขี่และสภาพถนนในบ้านเรามากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้าและระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ในบางครั้ง รถอาจมีการเบรกเองอย่างกะทันหันและรุนแรง ทั้งที่เรายังคงควบคุมรถอยู่ และระยะห่างจากรถคันหน้ายังไม่ถึงขั้นวิกฤต การเบรกที่ไม่จำเป็นนี้อาจสร้างความตกใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อรถคันหลังได้หากไม่ระมัดระวัง

สภาพการจราจรในประเทศไทยที่มีรถตัดหน้า เปลี่ยนเลนกะทันหัน หรือรถจักรยานยนต์แทรกเข้ามาตลอดเวลา ทำให้เซ็นเซอร์และกล้องของระบบ ADAS ต้องทำงานหนักและบางครั้งก็อาจเกิด “False Alarm” หรือการเตือนที่ผิดพลาดได้ ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ใช้งานหลายคนจึงเลือกที่จะ “ปิดระบบ” บางส่วนลงเมื่อขับขี่ในเมือง หรือเมื่อต้องเผชิญกับการจราจรที่หนาแน่น เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนที่ไม่จำเป็น

นี่ไม่ใช่การบอกว่าระบบ ADAS ของ Isuzu ไม่ดี แต่เป็นข้อสังเกตว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงอยู่ในช่วงของการพัฒนาและปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับจูนให้เหมาะสมกับบริบทการใช้งานในแต่ละประเทศ Isuzu ได้ก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้วในการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยมาสู่รถกระบะ แต่การเรียนรู้จากฟีดแบ็กของผู้ใช้งานจริงและปรับปรุงให้ระบบมีความฉลาดและแม่นยำยิ่งขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทายของประเทศไทย จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต

ประสบการณ์หลังพวงมาลัย: ภาพรวมและคุณค่าที่แท้จริง

เมื่อทุกองค์ประกอบมารวมกัน Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L 8AT มอบประสบการณ์หลังพวงมาลัยที่ “น่าพอใจ” สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของรถกระบะ เครื่องยนต์ที่ตอบสนองดี ควบคู่กับเกียร์ที่นุ่มนวล ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและผ่อนคลาย ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเส้นทางที่คดเคี้ยว หรือการเดินทางระยะทางยาวนานต่อเนื่อง ผู้ขับขี่จะรู้สึกถึงความมั่นคงและความเชื่อใจได้ในระดับหนึ่ง

ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความสะดวกสบาย ใช้งานง่าย การจัดวางปุ่มควบคุมต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม มือไม่เอื้อม โทนสีและวัสดุที่ใช้ให้ความรู้สึกที่คงทนและดูแลรักษาง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับรถกระบะที่ต้องเผชิญกับการใช้งานหนักในบางครั้ง ระบบ Infotainment อาจจะไม่ได้หวือหวาเท่าคู่แข่งบางราย แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐาน ทั้งการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและการแสดงผลข้อมูลต่างๆ

รถกระบะคันนี้เหมาะสำหรับใคร? จากประสบการณ์ของผม Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L 8AT ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่มองหารถกระบะเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่ต้องการรถที่ทนทาน บรรทุกได้ดี และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาต่ำ พนักงานบริษัทที่ต้องเดินทางบ่อยครั้ง และมองหารถที่ประหยัดน้ำมันแต่ยังให้พละกำลังที่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งครอบครัวที่ต้องการรถยนต์อเนกประสงค์ที่สามารถใช้ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและการเดินทางท่องเที่ยว

หลังจากทดสอบการใช้งานจริงมาเกือบสองหมื่นกิโลเมตร ผมสามารถยืนยันได้ว่าเครื่องยนต์ 2.2 ลิตรใหม่นี้ “ใช้งานได้ดีจริง” ให้ทั้งอัตราเร่งที่ดีเยี่ยมสำหรับการแซง และยังคงไว้ซึ่งความประหยัดน้ำมันที่เป็นจุดเด่นของ Isuzu การดูแลรักษาก็ง่าย ไม่จุกจิก และค่าอะไหล่ก็ยังคงเป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์ ทำให้ D-Max Hi-Lander CAB4 ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ “คุ้มค่า” ในตลาดรถกระบะปี 2025 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน Total Cost of Ownership หรือค่าใช้จ่ายรวมตลอดอายุการใช้งาน

สรุปและบทเชิญชวน

ตลาดรถกระบะในปี 2025 กำลังเปลี่ยนผ่าน แต่ Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L 8AT ยังคงยืนหยัดในฐานะรถกระบะที่เปี่ยมด้วยคุณค่า มอบสมรรถนะที่น่าประทับใจจากเครื่องยนต์ใหม่ 2.2 ลิตร ควบคู่กับความประหยัดน้ำมัน และจุดแข็งด้านค่าบำรุงรักษาที่ไม่อาจมองข้ามได้ แม้จะมีข้อสังเกตบางประการในเรื่องของช่วงล่างและระบบ ADAS ที่ยังต้องปรับจูน แต่โดยภาพรวมแล้ว นี่คือรถกระบะที่ “ครบเครื่อง” และพร้อมเป็นคู่หูที่เชื่อถือได้สำหรับการใช้งานในระยะยาว

หากคุณกำลังมองหารถกระบะคู่ใจที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งานในระยะยาว พร้อมค่าใช้จ่ายในการดูแลที่สมเหตุสมผล Isuzu D-Max Hi-Lander CAB4 MAXFORCE 2.2L 8AT คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม พิสูจน์ด้วยตัวคุณเองวันนี้ที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่แท้จริง และค้นพบว่าทำไม Isuzu ยังคงเป็นผู้นำในใจผู้ใช้งานรถกระบะมาอย่างยาวนาน

Previous Post

[ตอนที่ 2] 053T1020 AB039 แฟนผู้จัดการ ทำไมกินแล้วไม่จ่าย

Next Post

[ตอนที่ 2] 055T1020 AB041 ผู้หญิงคนนี้เหรอ เจ้านายอยากให้ไปทำงานด้วย

Next Post

[ตอนที่ 2] 055T1020 AB041 ผู้หญิงคนนี้เหรอ เจ้านายอยากให้ไปทำงานด้วย

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • [ตอนต่อไป] 700T1129 AC293 วิธีจับคนขับรถตู้ขี้ขโมย.mp4
  • [ตอนต่อไป] 699T1129 AC292 ใส่หน้ากากวนรับอาหารโรงทานไม่แบ่งใคร.mp4
  • [ตอนต่อไป] 698T1129 AC291 นัดเจอผู้ชายครั้งแรก แต่โดนแกร้ปเฉี่ยวชุดหลุด.mp4
  • [ตอนต่อไป] 697T1129 AC290 แม่ผัวขโมยเงินลูกสะใภ้ผ่านช่องหน้าต่าง.mp4
  • [ตอนต่อไป] 696T1129 AC289 เปิดท้ายขายส้มตำ.mp4

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.