• Sample Page
  • Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

[ตอนที่ 2] 555T1020 AD101 ลูกฉันหาย

admin79 by admin79
October 24, 2025
in Uncategorized
0
[ตอนที่ 2] 555T1020 AD101 ลูกฉันหาย

Ferrari 12Cilindri: สัมผัสแห่งอนาคต V12 ที่คว้าใจกรรมการ Car Design Award 2025 และสะกดทุกสายตา

ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงยานยนต์หรูระดับโลกมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นรถยนต์ซูเปอร์คาร์และแกรนทัวริสโมมากมายที่พยายามนิยามคำว่า “ความสมบูรณ์แบบ” แต่น้อยครั้งนักที่จะมีรถคันใดสามารถผสมผสานมรดกอันยิ่งใหญ่เข้ากับนวัตกรรมล้ำยุคได้อย่างลงตัวเฉกเช่น Ferrari 12Cilindri สมาชิกใหม่ล่าสุดจากค่ายม้าลำพอง ที่ไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็นด้วยเส้นสายการออกแบบอันวิจิตรบรรจง แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย และตอกย้ำความเหนือชั้นด้วยการคว้ารางวัล Car Design Award 2025 อันทรงเกียรติในหมวด Production Cars มาครองได้อย่างไร้ข้อกังขา

Ferrari 12Cilindri ไม่ใช่แค่รถยนต์อีกคันในสายการผลิต แต่มันคือการประกาศก้องถึงปรัชญาของ Ferrari ที่ยังคงยึดมั่นในหัวใจ V12 ที่เป็นตำนาน ควบคู่ไปกับการก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการออกแบบและวิศวกรรมเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2025 ที่โลกกำลังมองหาความยั่งยืนและนวัตกรรมใหม่ๆ Ferrari กลับแสดงให้เห็นว่ามนต์เสน่ห์ของเครื่องยนต์สันดาปธรรมชาติ V12 ยังคงมีชีวิตชีวาและงดงามได้อย่างไร้กาลเวลา บทความนี้จะเจาะลึกทุกแง่มุมของอัญมณีชิ้นเอกนี้ ตั้งแต่ปรัชญาการออกแบบที่ชนะรางวัล ไปจนถึงประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเอง เพื่อให้คุณเข้าใจว่าทำไม 12Cilindri จึงเป็นมากกว่าแค่รถยนต์ แต่คือผลงานศิลปะที่มีชีวิต ที่พร้อมจะสร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่า “รถยนต์ GT สมรรถนะสูง”

ความรุ่งโรจน์บนเวทีโลก: การคว้ารางวัล Car Design Award 2025

รางวัล Car Design Award ถือเป็นหนึ่งในเกียรติยศสูงสุดของวงการออกแบบยานยนต์ระดับโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 เพื่อเชิดชูโครงการออกแบบที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม และในปี 2025 นี้ Ferrari 12Cilindri ได้ตอกย้ำศักยภาพอันไร้เทียมทานของทีมออกแบบจากมาราเนลโล ด้วยการคว้าชัยชนะในหมวด Production Cars โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสื่อมวลชนยานยนต์ชั้นนำระดับนานาชาติ ได้ยกย่อง 12Cilindri ว่าเป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” ซึ่งเป็นการผสานรวมจิตวิญญาณของความสปอร์ตและความหรูหราเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นับเป็น Ferrari คันที่ 5 ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ตอกย้ำถึงความเป็นเลิศด้านการออกแบบที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

พิธีมอบรางวัลอันยิ่งใหญ่ได้จัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในเมืองมิลาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Milan Design Week โดยมี Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari เป็นผู้ขึ้นรับรางวัลในฐานะตัวแทนทีมออกแบบทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจและความมุ่งมั่นของทีมงานเบื้องหลังที่ได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นโบแดงนี้

ย้อนรอยไปในอดีต Ferrari ได้สร้างประวัติศาสตร์บนเวที Car Design Award มาแล้วหลายครั้งกับรถยนต์ Production Cars ในตำนาน ได้แก่ Ferrari Testarossa (1985), Ferrari Roma (2020), Ferrari 296 GTB (2022) และ Ferrari Purosangue (2023) ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์และการไม่หยุดนิ่งในการแสวงหาความงามและนวัตกรรม และในปีที่ Purosangue ได้รับรางวัล ทีมออกแบบของ Ferrari ยังได้รับอีกหนึ่งรางวัลในหมวด Brand Design Language แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นในภาพรวมของแบรนด์ การที่ 12Cilindri ได้รับการยกย่องเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของ Ferrari ในการตีความ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ได้อย่างไร้ที่ติ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Ferrari ยังคงยืนหยัดเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ซูเปอร์คาร์และแกรนทัวริสโมระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง

เส้นสายแห่งตำนานสู่ยุคดิจิทัล: การออกแบบภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์

Ferrari 12Cilindri ได้รับแรงบันดาลใจอันลึกซึ้งจากรถยนต์ Ferrari Gran Turismo ในยุค 1950s และ 60s ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองของการออกแบบยานยนต์ที่ยังคงตราตรึงใจผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน ตัวรถถ่ายทอดภารกิจของรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์วางหน้าแบบ 2 ที่นั่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Ferrari V12 สู่ยุคปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งด้านดีไซน์ที่หรูหรา สง่างาม สมรรถนะที่เหนือชั้น และความอเนกประสงค์ที่แทบไม่น่าเชื่อสำหรับรถระดับนี้

รูปลักษณ์ภายนอกของ 12Cilindri คือการแสดงออกถึงความสปอร์ต ความหรูหรา และความละเมียดละไมในเส้นสายตัวถังที่ดูเรียบง่าย แต่กลับซ่อนไว้ซึ่งความทรงพลังและนวัตกรรมทางวิศวกรรมอันชาญฉลาด หากมองเผินๆ อาจมีผู้คนเปรียบเทียบกับ Ferrari F80 แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด 12Cilindri กลับมี “กลิ่นอาย” ของความโค้งมนและมัดกล้ามเนื้อตามสไตล์ Ferrari ในยุค 50s-60s มากกว่า ซึ่งแตกต่างจาก F80 ที่เน้นความดุดันชัดเจน

เริ่มต้นที่ด้านหน้า 12Cilindri โดดเด่นด้วยไฟทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมไฟ DRL ที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง สร้างความรู้สึกเรโทรที่หวนรำลึกถึง Ferrari 365 GTB/4 Daytona อันโด่งดังในอดีต แถบสีดำคาดกลางด้านหน้าพร้อมโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กที่วางอยู่ตรงกลางยิ่งเสริมความคลาสสิกให้เด่นชัด กระจังหน้าตะแกรงสีดำขนาดใหญ่พร้อมเซ็นเซอร์ตรงกลางไม่เพียงแต่เติมเต็มความงาม แต่ยังทำหน้าที่ระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ V12 ขนาดมหึมาที่อยู่ใต้ฝากระโปรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเหยียด ซึ่งชวนให้นึกถึง Ferrari 812 Superfast แสดงให้เห็นถึงการวางตำแหน่งของขุมพลัง V12 แบบ Naturally Aspirated ซึ่งอาจเป็นหนึ่งใน V12 NA รุ่นสุดท้ายจากมาราเนลโล

เมื่อมองจากด้านข้าง 12Cilindri เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่โค้งมนและเด่นชัด โดยเฉพาะบริเวณโป่งล้อหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบฝากระโปรงหน้าอันชาญฉลาดที่หุ้มคลุมลงมาเป็นรูปทรงมัดกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่ง ช่องระบายลมที่อยู่ใต้ตัวโป่งบริเวณหลังล้อหน้าได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อจัดระเบียบการไหลเวียนของอากาศในซุ้มล้อให้ไหลผ่านออกทางด้านข้างตัวรถ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางแอโรไดนามิกได้อย่างแนบเนียน รายละเอียดเหล่านี้แตกต่างจาก 812 Superfast ที่มักจะเน้นความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวแบบสุดขีด

ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว พร้อมยางหน้า 275/35 R21 และหลัง 315/35 R21 แม้ดูบางแต่กลับให้ประสบการณ์ขับขี่ที่น่าประหลาดใจในด้านความนุ่มนวลและยึดเกาะถนนได้อย่างยอดเยี่ยม ระบบเบรกคือไฮไลต์สำคัญ ด้วยจานเบรกขนาด 398 x 223 x 38 มม. ที่ล้อหน้า และ 360 x 233 x 32 มม. ที่ล้อหลัง ยกชุดมาจากรถตัวท็อปอย่าง SF90 และ 296 GTB เป็นระบบเบรกแบบ Brake-by-wire ทำงานร่วมกับระบบ ABS Evo ที่ช่วยให้การเบรกมีความแม่นยำสูง แม้ในการเบรกต่อเนื่องซ้ำๆ ผนวกกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ และระบบ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) ที่ควบคุมมุมล้อหน้าหลังเพื่อการเลี้ยวที่เฉียบคมยิ่งขึ้น เสริมด้วยระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ที่ประมวลผลร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D เพื่อวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนสนามแข่งหรือบนถนนสาธารณะทั่วไป

การออกแบบท้ายรถของ 12Cilindri ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายเรโทรได้อย่างลงตัว มีความแบนราบคล้าย SF90 แต่ใช้ไฟท้ายที่ชวนให้นึกถึง Ferrari Roma ดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ด้านล่างช่วยในเรื่องการรีดอากาศ สร้างความสมดุลด้านแอโรไดนามิกที่ยอดเยี่ยม บริเวณฝากระโปรงท้ายมีแถบสีดำเช่นเดียวกับด้านหน้า สร้างภาพลักษณ์ที่ต่อเนื่องและมีสไตล์ ที่น่าสนใจคือบริเวณปีกซ้ายและขวาของฝากระโปรงท้ายซ่อนสปอยเลอร์แบบ Active ที่จะทำงานเมื่อความเร็วเกิน 60 กม./ชม. เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ ทำให้ตัวรถนิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง และแม้จะเป็นซูเปอร์คาร์ แต่ 12Cilindri ยังคงมีพื้นที่เก็บสัมภาระที่มากพอสำหรับกระเป๋าเดินทางขนาดกลาง 1 ใบและกระเป๋าเป้ขนาดเล็กอีก 1 ใบ ตอบโจทย์การใช้งานแบบ Gran Turismo ได้อย่างแท้จริง

ห้องโดยสาร Dual Cockpit: สุนทรียภาพแห่งการขับขี่สำหรับทุกคน

ภายในห้องโดยสารของ Ferrari 12Cilindri คือการผสมผสานระหว่างความหรูหรา ประสิทธิภาพ และความสะดวกสบายที่เหนือระดับ ด้วยการเลือกใช้วัสดุพรีเมียมตามสไตล์รถสปอร์ต GT รุ่นเรือธงของ Ferrari ไม่ว่าจะเป็นหนังแท้ หนังกลับ Alcantara หรือคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ถูกนำมาตกแต่งอย่างประณีต โดดเด่นด้วยการออกแบบสไตล์ Dual Cockpit ที่แบ่งพื้นที่ห้องโดยสารออกเป็นสองฝั่ง มอบความรู้สึกปลอดภัย เป็นส่วนตัว และประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

คอนโซลกลางถูกออกแบบให้แบ่งเป็นสองหลุม โดยมีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 3 ชุดเป็นหัวใจสำคัญ: หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ที่จำเป็นอย่างครบถ้วน, หน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto สามารถแสดงผลได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบนำทางไปจนถึงข้อมูลสมรรถนะของรถยนต์แบบเรียลไทม์ และที่พิเศษคือหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว ที่ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถติดตามความเร็วและรอบเครื่องยนต์ได้เสมือนเป็น Co-Driver เสริมสร้างประสบการณ์ร่วมในการเดินทาง ใต้หน้าจอนี้ยังมีป้ายโลโก้ 12Cilindri ตอกย้ำถึงความพิเศษของรุ่น และเพื่อความเพลิดเพลินในการเดินทาง ระบบเครื่องเสียง Burmester Audio System พร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง ก็พร้อมมอบประสบการณ์เสียงอันทรงพลังและสมจริง

พวงมาลัยของ 12Cilindri เป็นพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสไตล์ F1 พร้อม Paddle Shift ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari โดยมีปุ่มควบคุมทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับผู้ขับขี่อยู่บนพวงมาลัย ไม่ว่าจะเป็นปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ ปุ่มไฟเลี้ยว และปุ่มควบคุมฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกสิ่งได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ซึ่งเป็นปรัชญาการออกแบบที่พบได้ในรถรุ่นเรือธงของ Ferrari หลายรุ่น เช่น SF90

บริเวณเกียร์ได้รับการออกแบบให้มีความเรโทร โดยเลียนแบบกลไกเกียร์แมนนวลแบบดั้งเดิมของ Ferrari ด้วยการดันก้านเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเข้าเกียร์ ถัดลงมาเป็นที่วางแก้วน้ำหนึ่งจุด และที่น่าประหลาดใจคือข้างประตูทั้งสองฝั่งยังมีช่องสำหรับเสียบขวดน้ำ เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานประจำวัน ใกล้ๆ กันมีปุ่มเปิด-ปิดกระจก และสำหรับรุ่น Spider จะมีปุ่มเปิด-ปิดหลังคาด้วย

เบาะนั่งเป็นทรงสปอร์ตสไตล์รถแข่ง GT ที่มีโครงสร้างพื้นฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ เพื่อความแข็งแรงและน้ำหนักเบา โดยลูกค้าสามารถเลือกวัสดุหุ้มเบาะได้ทั้งหนังแท้หรือหนัง Alcantara ตามความชอบ เบาะนั่งได้รับการออกแบบมาให้รองรับสรีระได้อย่างดีเยี่ยม มอบความมั่นคงแม้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง มีที่วางแขนตรงกลางที่สามารถเก็บของได้เล็กน้อย และบริเวณที่พักเท้าฝั่งผู้โดยสารยังมีแป้นยันเท้ามาให้ เพื่อเพิ่มความสบายและมั่นคงในการเดินทาง

หัวใจ V12 ที่กึกก้อง: เครื่องยนต์และสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด

หัวใจของ Ferrari 12Cilindri ยังคงเป็นเครื่องยนต์ V12 Naturally Aspirated อันเป็นตำนาน ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก 812 Superfast เพื่อให้สมรรถนะที่เหนือกว่าและประสบการณ์ขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้น ในปี 2025 ที่โลกหันไปหาเครื่องยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดมากขึ้น การที่ Ferrari ยังคงรักษามนต์เสน่ห์ของ V12 ไว้นับเป็นความกล้าหาญและยึดมั่นในรากฐานอันเป็นเอกลักษณ์

ภายใต้ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเหยียดคือเครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) วางหน้าค่อนกลาง พร้อมระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection แรงอัด 350 บาร์ เพื่อให้ได้พละกำลังสูงสุดถึง 830 แรงม้า ที่รอบเครื่องยนต์สูงถึง 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที นับเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ทรงพลังและมีเสียงที่ไพเราะที่สุดในโลก

วิศวกรของ Ferrari ได้ทำการปรับปรุงชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์อย่างพิถีพิถัน โดยเปลี่ยนข้อเหวี่ยงเป็นวัสดุไทเทเนียม ซึ่งช่วยลดน้ำหนักลงได้มาก และเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนภายในเครื่องยนต์ได้สูงถึง 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเหล็กหล่อ นอกจากนี้ยังใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง พร้อมส่งผ่านเทคโนโลยีจากสนามแข่ง Formula 1 โดยเฉพาะการปรับผิวด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating (DLC) เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลให้กับเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ 12Cilindri สามารถรีดพลังออกมาได้อย่างเต็มที่และราบรื่น

ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะ รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนาให้ฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผนวกกับระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) และระบบเลี้ยว 4 ล้อ ที่ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ 12Cilindri มีความคล่องตัวและยึดเกาะถนนได้อย่างน่าทึ่ง

สำหรับสมรรถนะการเร่งความเร็ว ต้องบอกว่าน่าประทับใจอย่างยิ่ง:
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. สำหรับรุ่น Coupe ทำได้ในเวลาเพียง 2.9 วินาที และรุ่น Spider ทำได้ใน 2.95 วินาที
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. สำหรับรุ่น Coupe ใช้เวลา 7.9 วินาที และรุ่น Spider ใช้เวลา 8.2 วินาที
ความเร็วสูงสุดพุ่งทะยานไปได้ถึง 340 กม./ชม.

ด้วยน้ำหนักตัวถังในรุ่น Coupe ที่ 1,560 กก. และรุ่น Spider ที่ 1,620 กก. พร้อมอัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลังที่ 48.4:51.6 ซึ่งเกือบจะสมดุล ทำให้ 12Cilindri สามารถถ่ายทอดพละกำลังมหาศาลลงสู่พื้นถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพและควบคุมง่าย นี่คือขุมพลังที่ไม่ได้มีแค่ความแรง แต่ยังมาพร้อมกับความแม่นยำและความมั่นใจในการขับขี่ที่เหนือชั้น

วิศวกรรมโครงสร้างเพื่ออนาคต: แชสซีส์และมิติตัวถัง

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Ferrari 12Cilindri แตกต่างและโดดเด่นไม่แพ้เครื่องยนต์คือโครงสร้างแชสซีส์ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงจากรุ่นเดิม แต่เป็นการสร้างสรรค์ใหม่ที่มุ่งเน้นทั้งความแข็งแกร่ง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน

แชสซีส์ตัวถังของ 12Cilindri ได้รับการออกแบบให้ซับเสียงได้ดีขึ้น และมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับ 812 Superfast โดยที่น้ำหนักตัวถังกลับไม่เพิ่มขึ้น นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ 12Cilindri ยังเป็นรถยนต์ Production Car คันแรกของ Ferrari ที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต

มิติตัวถังของ Ferrari 12Cilindri มีดังนี้:
ยาว: 4,733 มม.
กว้าง: 2,176 มม.
สูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.

เมื่อเปรียบเทียบกับ Ferrari 812 Superfast:

มิติFerrari 12CilindriFerrari 812 Superfast
ยาว4,733 มม.4,657 มม.
กว้าง2,176 มม.1,971 มม.
สูง1,292 มม.1,276 มม.
ฐานล้อ2,700 มม.2,720 มม.

จะเห็นได้ว่า 12Cilindri มีความยาว กว้าง และสูงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือระยะฐานล้อที่สั้นลงกว่า 812 Superfast เล็กน้อย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงในการควบคุมรถ และด้วยตัวถังที่เบาและแข็งแรงขึ้น 15% ทำให้วิศวกรของ Ferrari สามารถปรับแต่งช่วงล่างของ 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลและยืดหยุ่นมากขึ้นได้ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายและสะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับการใช้งานประจำวัน ความสูงและความกว้างที่เพิ่มขึ้นยังช่วยให้รถใช้งานได้ง่ายขึ้นในสภาพถนนที่หลากหลาย แม้ว่าความยาวที่เพิ่มขึ้นอาจต้องใช้ความระมัดระวังในการกะระยะอยู่บ้างก็ตาม

ประสบการณ์ขับขี่อันเหนือชั้น: Ferrari 12Cilindri Spider ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์

ในฐานะนักขับผู้มากประสบการณ์ ผมมีโอกาสได้ทดลองขับ Ferrari 12Cilindri Spider ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งเป็นสนามที่มีลักษณะกึ่ง Street Circuit ที่มีทั้งทางตรงยาว โค้งกว้าง และโค้งลึกที่ท้าทาย ทำให้เราสามารถสัมผัสถึงสมรรถนะที่แท้จริงของรถคันนี้ได้อย่างเต็มที่

รุ่น Spider ที่ผมได้ทดลองขับมาพร้อมหลังคาแข็งแบบเปิดประทุนที่สามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที และสามารถทำได้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. การออกแบบด้านหลังของรุ่น Spider จะแตกต่างจากรุ่น Coupe เล็กน้อย โดยเป็นแบบลาดลงแต่เว้ากลางและมีกระจกกั้นแทน ซึ่งจะเปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อใช้งานหลังคา แน่นอนว่าการเพิ่มกลไกหลังคาทำให้รุ่น Spider มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 60 กก. (รวมเป็น 1,620 กก.) แต่ผลกระทบต่อสมรรถนะการเร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. มีเพียงเล็กน้อยแค่ 0.05 วินาทีเท่านั้น

รถที่เราทดลองขับนี้มีการเพิ่มออปชันเสริม เช่น พาร์ทคาร์บอนรอบคัน เบาะ และล้อ ซึ่งเป็นเพียงการเสริมความงามและน้ำหนักที่ลดลงเล็กน้อย ไม่ได้ส่งผลต่อพละกำลังหรือความรู้สึกในการขับขี่หลักๆ ทำให้มั่นใจได้ว่าประสบการณ์ที่ได้สัมผัสนี้เหมือนกับรถที่ออกจากโรงงานมาตรฐานทุกประการ

12Cilindri มาพร้อม 5 โหมดการขับขี่ แต่สำหรับการทดสอบในสนามที่ต้องการสมรรถนะ ผมเลือกใช้โหมด Sport ซึ่งมอบการตอบสนองที่ฉับไวและดุดันแต่ยังคงรักษาเสถียรภาพได้อย่างยอดเยี่ยม

Ferrari 12Cilindri Spider ขับดีไหม? คำตอบคือ “ดีเกินคาด!”

เราเริ่มต้นการทดสอบด้วยการนั่งเป็นผู้โดยสารโดยมีเจ้าหน้าที่ขับให้ถึง 3 รอบ ต้องบอกเลยว่า “พี่แกซัดไม่เลี้ยง” ขับโหดราวกับหลุดมาจากภาพยนตร์ Fast and Furious แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือแม้จะถูกผลักดันอย่างหนักหน่วง รถคันนี้ก็ยังคงยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคงในทุกโค้ง! เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V12 และการตอบสนองของเกียร์ที่ฉับไว สร้างความเร้าใจในฐานะผู้โดยสารได้อย่างเต็มเปี่ยม

เมื่อถึงตาผมได้สวมบทบาทนักขับ ความรู้สึกแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ตำแหน่งผู้ขับขี่ที่ตอนแรกผมคิดว่าจะนั่งยากและอาจเมื่อยล้า กลับกลายเป็นการจัดวางที่สบายอย่างน่าประหลาดใจ ทัศนวิสัยดีเยี่ยม มองเห็นชัดเจนทุกตำแหน่ง แม้ว่ารถหน้ายาวอาจทำให้กะระยะด้านหน้ายากอยู่บ้าง แต่ตำแหน่งการนั่งที่ดีช่วยให้สามารถเห็นฝากระโปรงได้ ทำให้การควบคุมไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด

เมื่อลองขับบนทางตรงและเหยียบคันเร่งเต็มที่ รถพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงลากรอบอันหวานก้องกังวานของเครื่องยนต์ V12 NA ซึ่งเป็นอารมณ์ที่เร้าใจอย่างยิ่ง แต่กลับเป็นความเร้าใจแบบหรูหรา ด้วยความไหลลื่นของเกียร์ลูกใหม่ที่เปลี่ยนได้อย่างนุ่มนวลและไร้รอยต่อ

แต่สิ่งที่น่าเร้าใจยิ่งกว่าคือระบบเบรก! เมื่อเหยียบเบรกอย่างรุนแรง ระบบเบรกขนาดใหญ่ที่ยกมาจาก SF90 ทำงานร่วมกับระบบ ABS Evo และระบบอื่นๆ ในการชะลอความเร็วลงได้อย่างแนบเนียน ไม่มีการกระชากที่รุนแรง และระบบ Engine Brake ก็เข้ามาช่วยเสริมได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อเหยียบเบรกหนักๆ เกียร์จะชิฟท์ดาวน์ลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ Engine Brake มีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่และการเบรก ที่สำคัญคือการทำงานของเกียร์ที่รวดเร็วนี้ ทำให้เสียงเครื่องยนต์เร้าใจมากยิ่งขึ้นเมื่อเราตบเกียร์ลงแต่ละสเต็ป

เรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดคือช่วงล่างและการเข้าโค้ง หากมองจากรายละเอียดการดีไซน์และยางที่ดูบางหลายคนอาจคิดว่ารถคันนี้จะต้องแข็งกระด้างและขับลำบาก แต่ไม่เลย! มันเป็นเพียงการตัดสินจากภายนอกเท่านั้น เมื่อได้ลองขับเข้าโค้งลึกๆ และสัมผัสถึงอาการสะบัดของท้ายรถเพียงครั้งเดียว คุณจะรู้ได้ทันทีว่ารถคันนี้ “นุ่มมาก” มันคือความเฟิร์มที่มาพร้อมความนุ่มหนึบ ผนวกกับตำแหน่งการนั่งที่ดี ทำให้ผมกล้าพูดได้เลยว่า 12Cilindri จะเป็น Supercar ที่สามารถใช้เป็นรถยนต์ Daily Use ได้อย่างแท้จริง มันมอบความรู้สึกเหมือนขับรถยางหนาๆ ทั้งที่ใช้ยางบางๆ ซึ่งไม่ธรรมดาเลย

การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงให้ความรู้สึกนุ่มหนึบ รถจิกถนนมาก เหมือนล้อดูดพื้นตลอดเวลา เมื่อท้ายรถมีอาการสะบัดออก ระบบ SSC 8.0 ก็สามารถดึงรถกลับเข้าสู่แนวที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่รู้สึกถึงอันตราย แต่กลับรู้สึกสนุกและมั่นใจในรถคันนี้เป็นอย่างมาก ด้วยความที่ฐานล้อสั้นกว่า 812 Superfast ประกอบกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้รถมีความกระฉับกระเฉงและคล่องตัวขึ้นอย่างมหาศาล อีกทั้งตัวถังที่แข็งแรงกว่าและใต้ท้องรถที่สูงกว่า ช่วยให้ Ferrari สามารถเซ็ตติ้งรถคันนี้ออกมาได้อย่างลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ

สรุปแล้ว Ferrari 12Cilindri คือรถ Supercar สไตล์ GT ที่มีการเซ็ตช่วงล่างได้อย่างยอดเยี่ยม ขับขี่ได้ทุกวัน ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถบ้านได้อย่างสบายๆ (หากคุณรับไหวกับค่าน้ำมัน) นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการซูเปอร์คาร์ที่สวยงาม ขับสนุก และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

Ferrari 12Cilindri ไม่ได้เป็นเพียงการยกย่องอดีต แต่เป็นการนำมรดกอันล้ำค่ามาผสมผสานกับวิศวกรรมและดีไซน์แห่งอนาคต เพื่อสร้างสรรค์บทใหม่ของ Gran Turismo ที่จะคงอยู่ในใจผู้คนอีกหลายทศวรรษ สำหรับปี 2025 และปีต่อๆ ไป นี่คือหนึ่งในสุดยอดรถยนต์ที่ทุกคนควรได้สัมผัส

อย่ารอช้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของตำนานบทใหม่แห่งวงการยานยนต์ สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับจาก Ferrari 12Cilindri ด้วยตัวคุณเอง ติดต่อตัวแทนจำหน่าย Ferrari เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายการทดลองขับ เพื่อพิสูจน์ทุกคำกล่าวอ้างด้วยความรู้สึกของคุณเอง!

Previous Post

[ตอนที่ 2] 554T1020 AD100 ไม่ได้ ผมไม่ให้แม่กิน เข้าใจไหม

Next Post

[ตอนที่ 2] 556T1020 AD102 ยังลืมเขาไม่ได้อีกหรอ

Next Post
[ตอนที่ 2] 556T1020 AD102 ยังลืมเขาไม่ได้อีกหรอ

[ตอนที่ 2] 556T1020 AD102 ยังลืมเขาไม่ได้อีกหรอ

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • [ตอนต่อไป] 700T1129 AC293 วิธีจับคนขับรถตู้ขี้ขโมย.mp4
  • [ตอนต่อไป] 699T1129 AC292 ใส่หน้ากากวนรับอาหารโรงทานไม่แบ่งใคร.mp4
  • [ตอนต่อไป] 698T1129 AC291 นัดเจอผู้ชายครั้งแรก แต่โดนแกร้ปเฉี่ยวชุดหลุด.mp4
  • [ตอนต่อไป] 697T1129 AC290 แม่ผัวขโมยเงินลูกสะใภ้ผ่านช่องหน้าต่าง.mp4
  • [ตอนต่อไป] 696T1129 AC289 เปิดท้ายขายส้มตำ.mp4

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.