Ferrari 12Cilindri: สปอร์ต GT แห่งอนาคตที่ยังคงมนต์ขลัง V12 แห่งตำนาน
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ระดับซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้าสังเกตวิวัฒนาการของ Ferrari มาโดยตลอด และต้องยอมรับว่าน้อยครั้งนักที่จะมีรถยนต์คันไหนสามารถสร้างความประทับใจได้ลึกซึ้งและครบเครื่องเท่ากับ Ferrari 12Cilindri โมเดลใหม่ล่าสุดจากค่ายม้าลำพอง ที่ไม่เพียงแต่เป็นเรือธงลำใหม่ที่ทรงพลัง แต่ยังเป็นเสมือนบทกวีเคลื่อนที่ที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับนวัตกรรมแห่งอนาคตได้อย่างไร้ที่ติ และการันตีด้วยรางวัลอันทรงเกียรติ Car Design Award 2025 ยิ่งตอกย้ำถึงความโดดเด่นที่ยากจะหาใครเทียบ ผมจะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุมของอัญมณีแห่งวงการยานยนต์คันนี้ เพื่อให้เห็นว่าเหตุใด 12Cilindri จึงเป็นมากกว่าแค่รถยนต์สมรรถนะสูง แต่คือผลงานศิลปะที่ขับเคลื่อนได้จริง
Car Design Award 2025: บทพิสูจน์ความงดงามเหนือกาลเวลา
การได้รับรางวัล Car Design Award 2025 ในหมวด Production Cars ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ Ferrari ในการสร้างสรรค์ผลงานออกแบบที่โดดเด่น ซึ่งรางวัลนี้ถือเป็นหนึ่งในรางวัลด้านการออกแบบยานยนต์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมากที่สุดในระดับโลก และสำหรับ Ferrari 12Cilindri แล้ว การคว้ารางวัลนี้มาครองยิ่งมีความหมายลึกซึ้ง เพราะคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสื่อมวลชนยานยนต์นานาชาติได้ยกย่องให้รถคันนี้เป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” นี่คือคำจำกัดความที่แม่นยำที่สุดสำหรับ 12Cilindri ที่สามารถดึงเอาจิตวิญญาณแห่ง Grand Tourer ยุค 50s และ 60s ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V12 อันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari มาปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย 2025 ได้อย่างลงตัว
พิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้จัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในเมืองมิลาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Milan Design Week โดยมี Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari ขึ้นรับรางวัลในฐานะตัวแทนของทีมออกแบบผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกนี้ Ferrari มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกับการสร้างสรรค์รถยนต์ที่งดงาม และ 12Cilindri นับเป็น Ferrari คันที่ 5 ที่ได้รับรางวัล Car Design Award ในหมวด Production Cars นับตั้งแต่มีการก่อตั้งรางวัลนี้ในปี 1984 โดยรุ่นก่อนหน้าประกอบด้วย Ferrari Testarossa (1985), Ferrari Roma (2020), Ferrari 296 GTB (2022) และ Ferrari Purosangue (2023) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาการออกแบบของ Ferrari ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างสรรค์นวัตกรรมไปพร้อมกับการรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าชื่นชม
คณะกรรมการได้กล่าวถึง 12Cilindri ไว้อย่างน่าสนใจว่า “การออกแบบของ 12Cilindri ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Ferrari V12 ยุค 50s และ 60s ได้เป็นอย่างดี ผ่านการทบทวนและปรับปรุงใหม่ โดยการพัฒนาด้านแอโรไดนามิกในปัจจุบันไม่ได้อ้างอิงจากแค่ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมอย่างที่ผ่านมาแล้ว แต่ใช้หลักวิทยาศาสตร์เป็นหลัก สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์ได้ผลักดันให้โครงการนี้ผสานสองจิตวิญญาณที่โดดเด่น ได้แก่ ความสปอร์ตและความหรูหรา เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่เหนือความคาดหมาย” นี่คือสิ่งที่ตอกย้ำว่า 12Cilindri ไม่ได้เน้นเพียงความสวยงาม แต่ยังรวมถึงวิศวกรรมการออกแบบที่คำนึงถึงประสิทธิภาพสูงสุด
ศิลปะแห่งการออกแบบ: เมื่ออดีตและอนาคตหลอมรวมกัน
หากจะพูดถึง Ferrari 12Cilindri สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคือรูปลักษณ์ภายนอกที่เรียบง่าย แต่กลับแฝงไว้ด้วยความทรงพลังและความหรูหราอย่างมีชั้นเชิง แรงบันดาลใจจาก Ferrari Gran Turismo ในยุค 1950s และ 60s ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์วางหน้า แบบ 2 ที่นั่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Ferrari V12 นับตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม สู่ปัจจุบัน ปี 2025 ได้อย่างลงตัวที่สุด ทั้งด้านดีไซน์ ประสิทธิภาพ และความสะดวกสบาย
เมื่อมองจากภายนอก 12Cilindri เผยให้เห็นถึงความสปอร์ตที่ละเอียดอ่อน ความหรูหราที่แฝงด้วยความดุดัน และเส้นสายตัวถังที่ลื่นไหลราวกับงานประติมากรรมชั้นสูง ไม่ใช่ความโฉบเฉี่ยวแบบกร้าวร้าว แต่เป็นความสง่างามที่เปี่ยมด้วยพละกำลัง มอบประสบการณ์ทางสายตาที่ยากจะลืมเลือน และยังเสริมด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยอีกมากมาย:
แอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ: ระบบที่ผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน ไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบที่ติดตั้งเพิ่มเข้ามา แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อเพิ่มแรงกดและลดแรงต้านอากาศได้อย่างชาญฉลาด
ฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทาง: ไม่ใช่แค่ดีไซน์ที่ชวนรำลึกถึงรถคลาสสิก แต่ยังเผยให้เห็นความงดงามของขุมพลัง V12 ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฝากระโปรงเมื่อเปิดขึ้น
ท่อไอเสียคู่แบบ Twin Pair: เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Ferrari เครื่องยนต์ V12 ที่ไม่เพียงให้เสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบที่ลงตัว
เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ผมสัมผัสได้ถึง “กลิ่นอาย” ของ Ferrari ในอดีตอย่าง Ferrari 365 GTB/4 Daytona โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าที่มีไฟทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมไฟ DRL ด้านล่าง และแถบสีดำคาดกลางที่วางโลโก้ม้าลำพองขนาดเล็ก ซึ่งสร้างความรู้สึกแบบย้อนยุค (Retro) ที่แข็งแกร่งอย่างน่าประทับใจ กระจังหน้าแบบตะแกรงสีดำขนาดใหญ่ พร้อมเซนเซอร์ที่อยู่ตรงกลาง ช่วยในการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ V12 ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝากระโปรงหน้าที่ยาวและมีช่องระบายอากาศคู่ บ่งบอกถึงการซ่อนเร้นของเครื่องยนต์ V12 แบบไร้ระบบอัดอากาศ (NA) ซึ่งอาจเป็นหนึ่งใน V12 NA สุดท้ายของ Ferrari และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันมีสัดส่วนคล้ายกับ 812 Superfast ที่เป็นพี่ใหญ่ แต่ 12Cilindri นำเสนอในรูปแบบที่ดู “กระชับ” และ “เรียบหรู” มากกว่า
ด้านข้างของ 12Cilindri แสดงออกถึง “มัดกล้ามเนื้อ” ที่โค้งมนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณโป่งล้อหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบฝากระโปรงหน้าให้ปิดคลุมลงมาเป็นเส้นสายที่ต่อเนื่องแบบ Ferrari ยุคคลาสสิก บริเวณนี้ยังมีการออกแบบช่องระบายลมใต้ตัวโป่งบริเวณหลังล้อหน้า เพื่อจัดระเบียบการไหลเวียนของอากาศในซุ้มล้อให้ไหลผ่านออกทางด้านข้างตัวรถ ซึ่งแตกต่างจาก 812 Superfast ที่เน้นความสปอร์ตแบบดุดันและโฉบเฉี่ยวอย่างชัดเจน ล้อขนาดใหญ่พร้อมยางหน้า 275/35 R21 และหลัง 315/35 R21 แม้ดูบางแต่กลับมอบความรู้สึกที่น่าประหลาดใจเมื่อขับขี่
ระบบเบรกที่ยกชุดมาจากรถตัวท็อปอย่าง SF90 และ 296 โดยใช้คาลิเปอร์ขนาดใหญ่ (หน้า 398x223x38 มม. และหลัง 360x233x32 มม.) ทำงานร่วมกับระบบ Brake-by-wire และ ABS Evo ช่วยให้การเบรกแม่นยำและสม่ำเสมอแม้จะเบรกติดต่อกันอย่างรุนแรง เสริมด้วยระบบเลี้ยว 4 ล้อ (Virtual Short Wheelbase 3.0 – PCV) ที่ควบคุมมุมล้อหน้าหลังเพื่อการเลี้ยวที่เฉียบคม และระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ที่ประมวลผลร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D เพื่อวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ทั้งหมดนี้ทำให้ 12Cilindri เป็นรถที่มอบความมั่นใจสูงสุดในการขับขี่ทุกสถานการณ์
การออกแบบท้ายรถมีความร่วมสมัยแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายย้อนยุค มีลักษณะแบนราบคล้าย SF90 แต่ไฟท้ายกลับให้ความรู้สึกเหมือน Roma มีดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ที่ช่วยในการรีดอากาศใต้ท้องรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่น่าสนใจคือบริเวณฝากระโปรงท้ายที่เป็นแถบสีดำคล้ายกับด้านหน้า ดูเหมือนจะเป็นดั๊กเทลเล็กๆ แต่แท้จริงแล้ว บริเวณปีกซ้ายและขวามีสปอยเลอร์แบบ Active ซ่อนอยู่ ซึ่งจะทำงานที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ ทำให้ตัวรถนิ่งขึ้นเมื่อใช้ความเร็วสูง พื้นที่เก็บสัมภาระภายในก็ยังถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาด สามารถเก็บกระเป๋าเดินทางได้หนึ่งใบและกระเป๋าเป้เล็กๆ ได้อีกหนึ่งใบ ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการเดินทางแบบ Grand Tourer
ภายในห้องโดยสาร: สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่เหนือระดับ
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ Ferrari 12Cilindri คุณจะสัมผัสได้ถึงความประณีตและหรูหราตามสไตล์ GT รุ่นเรือธงของ Ferrari อย่างแท้จริง วัสดุพรีเมียมอย่างหนังแท้ หนังกลับ Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ ถูกนำมาใช้ตกแต่งอย่างลงตัว สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นแต่ยังคงความสปอร์ตไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ การออกแบบสไตล์ Dual Cockpit ที่แยกฝั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่เพียงให้ความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัว แต่ยังสะท้อนถึงปรัชญาการออกแบบที่คำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก
คอนโซลกลางโดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาดใหญ่ถึง 3 ชุด ประกอบด้วย:
หน้าจอมาตรวัดสำหรับผู้ขับขี่: ขนาด 15.6 นิ้ว แสดงผลข้อมูลการขับขี่ที่ครบถ้วนและปรับแต่งได้ตามต้องการ
หน้าจอกลาง Infotainment: ขนาด 10.25 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto สามารถแสดงผลได้ทุกอย่าง รวมถึงข้อมูลสมรรถนะของรถแบบเรียลไทม์
หน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า: ขนาด 8.8 นิ้ว ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถติดตามข้อมูลความเร็วและรอบเครื่องยนต์ได้เสมือนเป็น Co-Driver เสริมสร้างประสบการณ์ร่วมในการเดินทางใต้หน้าจอสำหรับผู้โดยสารนี้ ยังประดับด้วยป้ายโลโก้รุ่น 12Cilindri อย่างภาคภูมิใจ
เพื่อเติมเต็มสุนทรียภาพในการเดินทาง 12Cilindri ยังมาพร้อมกับชุดเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ 15 ลำโพง จาก Burmester Audio System มอบประสบการณ์เสียงที่คมชัดและทรงพลัง สร้างความเพลิดเพลินตลอดเส้นทาง
พวงมาลัยของ Ferrari ถูกออกแบบมาให้เป็นศูนย์รวมของทุกฟังก์ชันการควบคุม ปุ่มสตาร์ท ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ ปุ่มไฟเลี้ยว และปุ่มควบคุมอื่นๆ อีกมากมาย ถูกจัดวางไว้อย่างชาญฉลาดบนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อม Paddle Shift ขนาดใหญ่ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกสิ่งได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ซึ่งเป็นปรัชญาการออกแบบที่ Ferrari ใช้ในรถรุ่นเรือธงหลายรุ่น เช่น SF90
บริเวณเกียร์ดีไซน์ให้เหมือนเกียร์แมนนวลแบบเรโทรของ Ferrari ในอดีต โดยเป็นการดันก้านเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเข้าเกียร์ ถัดลงมาเป็นพื้นที่สำหรับวางกุญแจ และปุ่มควบคุมกระจกไฟฟ้า (สำหรับรุ่น Spider จะมีปุ่มเปิด-ปิดหลังคาด้วย) พร้อมช่องวางแก้วน้ำ 1 จุด และช่องเก็บขวดน้ำที่ข้างประตูทั้งสองฝั่ง
เบาะนั่งทรงสปอร์ตออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ให้ความรู้สึกเหมือนรถแข่งสไตล์ GT ด้วยพื้นฐานคาร์บอนไฟเบอร์ที่แข็งแรง ทว่าบุด้วยวัสดุหุ้มเบาะหนัง หรือหนัง Alcantara ที่สามารถเลือกได้ตามความชอบ มอบความสบายและการรองรับที่ดีเยี่ยมแม้ในการขับขี่ระยะทางไกล มีที่วางแขนตรงกลางขนาดกะทัดรัดพร้อมช่องเก็บของด้านใน และแป้นยันเท้าสำหรับผู้โดยสาร เสริมความมั่นคงและสะดวกสบายในทุกการเดินทาง
ขุมพลัง V12: หัวใจม้าลำพองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
ภายใต้ความงดงามของการออกแบบและห้องโดยสารอันหรูหรา คือหัวใจที่เต้นรัวด้วยขุมพลังอันเป็นตำนาน: เครื่องยนต์ V12 แบบไร้ระบบอัดอากาศ (Naturally Aspirated – NA) ขนาด 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) ซึ่งมีพื้นฐานมาจากเครื่องยนต์ของ 812 Superfast แต่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นและลดน้ำหนักลงอย่างน่าทึ่ง
Ferrari ได้ปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนสำคัญภายในเครื่องยนต์ โดยเฉพาะเพลาข้อเหวี่ยงที่ผลิตจากไทเทเนียม ซึ่งช่วยลดน้ำหนักลงได้มาก และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเหล็กหล่อ นอกจากนี้ ยังใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง เสริมด้วยการนำเทคโนโลยีจากสนามแข่ง Formula 1 มาประยุกต์ใช้ เช่น การปรับผิวด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating (DLC) เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลให้กับเครื่องยนต์ให้ทำงานได้เต็มกำลังอย่างที่ควรเป็น
เครื่องยนต์ V12 วางหน้าค่อนกลาง ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ส่งกำลังสูงสุด 830 แรงม้า ที่รอบเครื่องยนต์สูงถึง 9,250 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งสำหรับเครื่องยนต์ NA แรงม้าเกือบ 830 แรงม้า ด้วยรอบเครื่องยนต์ที่จัดจ้านเช่นนี้ ทำให้ Ferrari 12Cilindri มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดิบและเร้าใจอย่างแท้จริง ผ่านการตอบสนองที่ฉับไวและเสียงคำรามของ V12 ที่กึกก้อง
ระบบส่งกำลังได้รับการอัปเกรดเป็นเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะ ลูกใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วยิ่งขึ้น ทำงานร่วมกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่
สมรรถนะที่ได้จากขุมพลังนี้คือ:
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 2.9 วินาที สำหรับรุ่น Coupe และ 2.95 วินาที สำหรับรุ่น Spider
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 7.9 วินาที สำหรับรุ่น Coupe และ 8.2 วินาที สำหรับรุ่น Spider
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถัง: Coupe 1,560 กก., Spider 1,620 กก.
อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง: 48.4:51.6 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่สมดุลอย่างยอดเยี่ยม
โครงสร้างตัวถังและมิติ: ความแข็งแกร่งที่มาพร้อมความเบา
Ferrari 12Cilindri ไม่ได้มีดีแค่เครื่องยนต์และดีไซน์ แต่ยังมาพร้อมโครงสร้างตัวถังและแชสซีส์ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มีการดูดซับเสียงที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือแข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% โดยที่น้ำหนักตัวถังไม่เพิ่มขึ้น นี่เป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง และยังเป็นรถยนต์ Production Car คันแรกของ Ferrari ที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน มิติตัวถังของ 12Cilindri คือ:
ยาว: 4,733 มม.
กว้าง: 2,176 มม.
สูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.
การที่ตัวถังเบาและแข็งแรงขึ้น 15% ส่งผลให้ Ferrari สามารถปรับแต่งช่วงล่างของ 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ยังมีการปรับฐานล้อให้สั้นลงกว่า 812 Superfast เล็กน้อย เพื่อเพิ่มความกระฉับกระเฉงในการควบคุมรถ และมีความสูงกับความกว้างที่มากขึ้น ทำให้รถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ความยาวตัวถังอาจทำให้การกะระยะในที่แคบๆ เป็นเรื่องท้าทายเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วถือเป็นการปรับปรุงที่สร้างสมดุลระหว่างสมรรถนะและความสะดวกสบายได้อย่างยอดเยี่ยม
ประสบการณ์หลังพวงมาลัย: Ferrari 12Cilindri Spider ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์
โอกาสในการทดลองขับ Ferrari 12Cilindri Spider บนสนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหว่างสนามแข่งและถนนทั่วไป ทำให้ผมได้สัมผัสถึงศักยภาพที่แท้จริงของรถคันนี้อย่างเต็มที่ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมขอยืนยันว่าประสบการณ์นี้เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง
รุ่น Spider มาพร้อมหลังคาแข็งแบบเปิดประทุนที่สามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที และทำได้ในขณะขับขี่ที่ความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. การออกแบบด้านหลังของรุ่น Spider จะแตกต่างจาก Coupe เล็กน้อย โดยมีลักษณะลาดลงแต่เว้ากลาง และมีกระจกกั้นแทน ซึ่งจะเปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อใช้งานหลังคา แม้น้ำหนักตัวถังจะเพิ่มขึ้น 60 กก. (รวมเป็น 1,620 กก.) เมื่อเทียบกับรุ่น Coupe แต่ผลกระทบต่ออัตราเร่งนั้นน้อยมาก เพียง 0.05 วินาทีในการทำ 0-100 กม./ชม. (2.95 วินาที) ซึ่งแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่างในการขับขี่จริง คันที่ผมทดลองขับมีการเพิ่มออปชั่นคาร์บอนรอบคัน เบาะ และล้อ ซึ่งเป็นเพียงการเสริมความงาม ไม่ได้ส่งผลต่อสมรรถนะหลักของรถ ทำให้มั่นใจได้ว่าความรู้สึกที่ได้รับคือประสบการณ์ของ 12Cilindri จากโรงงานอย่างแท้จริง
สนามทดสอบแบ่งออกเป็นทางตรงยาว 2 ช่วง โค้งกว้าง 4-5 โค้ง และโค้งหักศอกจำนวนมาก ซึ่งเป็น Layout ที่ท้าทายและเผยให้เห็นสมรรถนะของรถได้อย่างชัดเจน ผมได้ทดสอบรถในโหมด Sport ซึ่งเป็นโหมดที่เน้นความสปอร์ตแต่ยังคงความปลอดภัยในการขับขี่
การทดสอบเริ่มต้นด้วยการให้เจ้าหน้าที่ขับให้ผมนั่งเป็นผู้โดยสารในรอบแรก ต้องบอกว่าเจ้าหน้าที่ขับ “จัดเต็ม” อย่างกับหลุดมาจากฉากภาพยนตร์ ทำให้ผมได้รู้ว่า แม้รถจะถูกผลักดันไปจนถึงขีดจำกัด แต่ 12Cilindri ก็ยังคงเกาะถนนได้ในทุกโค้งอย่างน่าเหลือเชื่อ! และเสียงเครื่องยนต์ V12 ที่คำรามอย่างดุดันผ่านการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็ว ทำให้ผมตระหนักได้ทันทีว่ารถคันนี้ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังทรงประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
เมื่อถึงรอบที่ผมได้ลงมือขับเอง ความรู้สึกแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการเป็นผู้โดยสารอย่างเห็นได้ชัดเจน ตำแหน่งผู้ขับขี่ที่หลายคนอาจคิดว่าจะนั่งยากและเมื่อยล้า แต่กลับเป็นตำแหน่งที่นั่งที่สบายอย่างน่าประหลาดใจ และมอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม เห็นชัดเจนทุกตำแหน่ง แม้จะเป็นรถที่มีหน้ารถยาว แต่ด้วยตำแหน่งการนั่งที่ดี ทำให้การกะระยะหน้ารถไม่ยากอย่างที่คิด
เมื่อลองเร่งความเร็วบนทางตรงและเบรกอย่างรุนแรง ผมรู้สึกได้ถึงการพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงลากรอบอันไพเราะของเครื่องยนต์ V12 NA ที่เร้าใจแต่ยังคงความหรูหราไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ การส่งกำลังผ่านเกียร์ลูกใหม่นั้นราบรื่นและแม่นยำจนแทบไม่รู้สึกถึงแรงกระชากใดๆ แต่สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือระบบเบรก การเหยียบเบรกอย่างรุนแรงไม่ได้ทำให้รถกระชาก แต่กลับชะลอความเร็วลงได้อย่างนุ่มนวลและมั่นคง ด้วยระบบเบรกที่ยกมาจาก SF90 ซึ่งทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ช่วยให้การเบรกแม่นยำและมีการทำงานของ Engine Brake เข้ามาเสริม ทำให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างมั่นใจ
เมื่อเหยียบเบรกอย่างแรง เกียร์จะทำการชิฟท์ดาวน์ลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ Engine Brake มีส่วนช่วยในการขับขี่และการเบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือการทำงานของเกียร์ที่รวดเร็วนี้ ทำให้เสียงเครื่องยนต์คำรามอย่างเร้าใจทุกครั้งที่ลดเกียร์ลงทีละสเต็ป
แต่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจที่สุดคือ “ช่วงล่าง” ของรถคันนี้ หากมองจากภายนอกหรือจากสเปคที่ยางบางหลายคนอาจคิดว่ามันต้องแข็งกระด้าง แต่เปล่าเลย! เมื่อได้ขับเข้าโค้งลึกๆ จนท้ายรถมีอาการสะบัดเล็กน้อย ผมกลับพบว่าช่วงล่างของ 12Cilindri นั้น “นุ่มมาก” เป็นความเฟิร์มที่ติดนุ่มหนึบ ผสมผสานกับการเซ็ตตำแหน่งที่นั่งที่ดีเยี่ยม ผมกล้าพูดได้เลยว่า 12Cilindri คือ Supercar ที่สามารถใช้เป็น Daily Drive ได้อย่างแท้จริง มันมอบความรู้สึกเหมือนขับรถยางหนาๆ ทั้งๆ ที่ใช้ยางบางเฉียบ นี่คือความไม่ธรรมดาของวิศวกรรมจาก Ferrari
การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง รถให้ความรู้สึกนุ่มหนึบ เกาะถนนแน่นหนึบราวกับล้อถูกดูดติดพื้นตลอดเวลา เมื่อท้ายรถมีอาการสะบัดออก ระบบควบคุมเสถียรภาพก็สามารถดึงรถกลับเข้าสู่แนวที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้สึกถึงอันตรายใดๆ แต่กลับเพิ่มความสนุกและความมั่นใจในการขับขี่อย่างมหาศาล
ด้วยฐานล้อที่สั้นกว่า 812 Superfast ผนวกกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้รถมีความคล่องตัวและกระฉับกระเฉงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ตัวถังที่แข็งแรงขึ้น และใต้ท้องรถที่สูงกว่า ทำให้ Ferrari สามารถเซ็ตรถคันนี้ออกมาได้อย่างลงตัวและเหนือกว่ารุ่นก่อนๆ ผมขอสรุปว่า 12Cilindri เป็นรถ Supercar สไตล์ GT ที่มีการเซ็ตช่วงล่างที่ดีเยี่ยม สามารถขับขี่ได้ทุกวัน และอาจเรียกได้ว่าเป็น “รถบ้าน” ได้เลย (ถ้าคุณพร้อมสำหรับค่าน้ำมัน)
บทสรุป: มรดกแห่งอนาคตที่จับต้องได้
Ferrari 12Cilindri คือการเฉลิมฉลองมรดกอันยิ่งใหญ่ของ Ferrari V12 ที่ถูกปรับปรุงให้เข้ากับอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่แค่รถยนต์สมรรถนะสูง แต่เป็นผลงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ เป็นประสบการณ์การขับขี่ที่ผสมผสานความเร้าใจของเครื่องยนต์ NA V12 เข้ากับความหรูหรา ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างลงตัว ความสำเร็จในการคว้ารางวัล Car Design Award 2025 ยิ่งตอกย้ำถึงความเหนือชั้นในการออกแบบที่สามารถสร้าง “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์”
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสุดยอดรถสปอร์ต GT แห่งยุค 2025 ที่ไม่เพียงมอบความตื่นเต้นบนสนามแข่ง แต่ยังสามารถมอบความสุขสบายในการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่น่าเชื่อ Ferrari 12Cilindri คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด ด้วยดีไซน์ที่งดงามเหนือกาลเวลา สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และการขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย นี่คือรถที่จะสร้างความทรงจำอันล้ำค่าให้กับเจ้าของทุกคน
หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์แห่งตำนานบทใหม่จาก Ferrari เราขอเชิญชวนให้คุณได้สัมผัสและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ferrari 12Cilindri ด้วยตัวคุณเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่าย Ferrari อย่างเป็นทางการใกล้บ้านคุณ เพื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งความหรูหรา สมรรถนะ และดีไซน์ระดับตำนานบทใหม่ไปด้วยกัน.
![[ตอนที่ 2] 574T1020 AD120 เวลางานก็เอาแต่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน เขาใจไหม](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1875.png)
![[ตอนที่ 2] 575T1020 AD121 ว่าที่ลูกเขย เศรษฐีพันล้าน](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1876.png)