รีวิว Ferrari 12Cilindri: ขุมพลัง V12 ไร้ขีดจำกัด ดีไซน์ระดับโลก การันตีรางวัล Car Design Award 2025
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์กว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้าสังเกตวิวัฒนาการของซูเปอร์คาร์จากมาราเนลโลอย่างใกล้ชิด และในปี 2025 นี้ Ferrari ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการรถยนต์สปอร์ต Gran Turismo ด้วยการเปิดตัว 12Cilindri รถยนต์ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่พาหนะ แต่เป็นผลงานศิลปะเคลื่อนที่ที่ผสานมรดกอันล้ำค่าเข้ากับอนาคตได้อย่างไร้ที่ติ และการันตีความสำเร็จด้วยรางวัล Car Design Award 2025 ในหมวด Production Cars ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของทีมออกแบบ Ferrari
Ferrari 12Cilindri: ตำนานบทใหม่ที่คว้ารางวัล Car Design Award 2025
การประกาศรางวัล Car Design Award 2025 สำหรับ Ferrari 12Cilindri ในหมวด Production Cars ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จ แต่เป็นการตอกย้ำถึงปรัชญาการออกแบบที่ Ferrari ยึดมั่นมาโดยตลอด พิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในมิลาน โดยมี Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari ขึ้นรับรางวัล สะท้อนถึงการทำงานหนักและความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน การที่ 12Cilindri ได้รับการยกย่องว่าเป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะมันคือการรวบรวมจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกของ Ferrari V12 ยุค 50s และ 60s มาตีความใหม่ด้วยเทคโนโลยีและสุนทรียะแห่งยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างลงตัว นี่เป็น Ferrari คันที่ 5 ที่ได้รับรางวัล Car Design Award นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1984 ซึ่งเป็นการยืนยันสถานะความเป็นผู้นำด้านการออกแบบยานยนต์ของแบรนด์อย่างแท้จริง
Ferrari รุ่นก่อนหน้าที่เคยคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ได้แก่ Ferrari Testarossa (1985), Ferrari Roma (2020), Ferrari 296 GTB (2022) และ Ferrari Purosangue (2023) ซึ่ง Purosangue ยังได้รับรางวัลในหมวด Brand Design Language ในปีเดียวกันอีกด้วย การที่ 12Cilindri ได้รับเลือกจากคณะกรรมการที่ประกอบด้วยสื่อมวลชนยานยนต์ระดับโลก แสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่โดดเด่น ทั้งในด้านความสปอร์ตและความหรูหราที่ผสานกันอย่างลงตัว สร้างเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครและยากจะหาใครเทียบได้ในตลาดซูเปอร์คาร์ปี 2025
การออกแบบภายนอก: ศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ด้วยปรัชญา GT อันเป็นนิรันดร์
Ferrari 12Cilindri ได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากรถยนต์ Gran Turismo ในยุค 1950s และ 60s ซึ่งเป็นยุคทองของรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์วางหน้า 2 ที่นั่ง การออกแบบนี้ไม่ใช่แค่การเลียนแบบ แต่เป็นการนำภารกิจหลักของ Ferrari V12 ในอดีตมาถ่ายทอดสู่ยุคปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านดีไซน์ ประโยชน์ใช้สอย และสมรรถนะที่เหนือชั้น รูปลักษณ์ภายนอกของ 12Cilindri แสดงออกถึงความสปอร์ตที่หรูหราและความประณีตในทุกเส้นสาย ตัวถังที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ซึ่งความทรงพลังนี้เป็นผลมาจากนวัตกรรมและวิศวกรรมที่ล้ำสมัย
เมื่อมองจากด้านหน้า 12Cilindri อาจทำให้บางท่านนึกถึง Ferrari F80 หรือแม้กระทั่ง 365 GTB/4 Daytona ในอดีต ซึ่งเป็นการผสมผสานความเรโทรเข้ากับความทันสมัยได้อย่างน่าทึ่ง ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าบางเฉียบพร้อมไฟ DRL ด้านล่าง และแถบสีดำพาดผ่านด้านหน้าพร้อมโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กตรงกลาง สร้างความรู้สึกวินเทจแต่ยังคงความดุดัน กระจังหน้าแบบตะแกรงสีดำขนาดใหญ่พร้อมเซ็นเซอร์ที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน ไม่เพียงแต่ช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ V12 ขนาดมหึมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังคงความงดงามทางสายตาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเหยียดพร้อมช่องระบายอากาศคู่ บ่งบอกถึงหัวใจหลักของรถคันนี้ นั่นคือเครื่องยนต์ V12 NA ที่อาจเป็นเจเนอเรชั่นสุดท้ายของม้าลำพอง
ด้านข้างของ 12Cilindri เผยให้เห็นเส้นสายที่โค้งมนและมัดกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari ในยุค 50s และ 60s โป่งล้อหน้าที่ดูเป็นมัดกล้ามเนื้อนั้นแท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบฝากระโปรงหน้าที่ปิดคลุมลงมาอย่างงดงาม พร้อมช่องระบายลมบริเวณหลังล้อหน้า เพื่อจัดระเบียบการไหลเวียนของอากาศในซุ้มล้อ ซึ่งแตกต่างจาก 812 Superfast ที่เน้นความสปอร์ตดุดันอย่างสิ้นเชิง ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้วที่มาพร้อมยางหน้า 275/35 R21 และหลัง 315/35 R21 อาจทำให้หลายคนคิดว่าช่วงล่างจะแข็งกระด้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับให้ความรู้สึกที่น่าประหลาดใจในความนุ่มนวลและหนึบแน่น
ส่วนท้ายของ 12Cilindri มีการออกแบบที่ทันสมัยแต่แฝงกลิ่นอายความเรโทร ด้วยความแบนราบคล้าย SF90 แต่ใช้ไฟท้ายที่ได้แรงบันดาลใจจาก Roma ดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ด้านล่างช่วยเรื่องการรีดอากาศ สร้างแรงกดได้ดีเยี่ยม ขณะที่ฝากระโปรงท้ายที่เป็นแถบสีดำนั้นไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังซ่อนสปอยเลอร์ Active บริเวณปีกซ้ายและขวา ซึ่งจะทำงานที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศและสร้างเสถียรภาพให้กับตัวรถอย่างชาญฉลาด ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับมรดกของ Ferrari ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ และความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับซูเปอร์คาร์ในยุค 2025
การออกแบบภายใน: สุนทรียภาพและความล้ำสมัยในห้องโดยสาร Dual Cockpit
ก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ Ferrari 12Cilindri คุณจะสัมผัสได้ถึงความหรูหราที่เหนือระดับตามแบบฉบับรถสปอร์ต GT เรือธง วัสดุพรีเมียมอย่างหนังแท้ หนังกลับ Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ ถูกเลือกใช้มาอย่างพิถีพิถัน การออกแบบภายในแบบ Dual Cockpit เป็นจุดเด่นที่มอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร สร้างบรรยากาศแห่งความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เสมือนการนั่งอยู่ใน “เซฟโซน” ของตนเอง
แผงคอนโซลกลางโดดเด่นด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 3 ชุด ประกอบด้วย
หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว: แสดงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญทั้งหมดอย่างครบถ้วน และปรับแต่งการแสดงผลได้หลากหลาย
หน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว: รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto สามารถแสดงผลข้อมูลรถยนต์ รวมถึงประสิทธิภาพการขับขี่แบบเรียลไทม์
หน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว: ให้ผู้โดยสารได้มีส่วนร่วมในการเดินทาง ด้วยการแสดงข้อมูลความเร็ว รอบเครื่องยนต์ และข้อมูลอื่นๆ เสมือนเป็น “Co-Driver” ข้างกาย ใต้หน้าจอผู้โดยสารยังประดับด้วยตราสัญลักษณ์รุ่น 12Cilindri เพื่อย้ำความพิเศษของรถคันนี้อีกด้วย
ระบบเครื่องเสียง Burmester Audio System ที่มาพร้อมลำโพง 15 ตำแหน่ง มอบประสบการณ์เสียงที่เหนือกว่า สร้างความสุนทรีย์ตลอดการเดินทาง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อม Paddle Shift ซึ่งเป็น “ศูนย์บัญชาการ” ของผู้ขับขี่ มีปุ่มควบคุมต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ ปุ่มไฟเลี้ยว และอื่นๆ อีกมากมาย ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกสิ่งได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ซึ่งเป็นปรัชญาการออกแบบที่พบได้ในรถยนต์เรือธงหลายรุ่นของ Ferrari เช่น SF90
บริเวณคอนโซลกลางยังมีที่วางแก้วน้ำ 1 จุด และสามารถเสียบขวดน้ำได้ที่ข้างประตูทั้งสองฝั่งสำหรับความสะดวกสบาย เกียร์อัตโนมัติ DCT ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายเกียร์ธรรมดาแบบเรโทรของ Ferrari ในอดีต ด้วยการดันก้านเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเปลี่ยนเกียร์ สร้างความรู้สึกคลาสสิกแต่ยังคงประสิทธิภาพที่ล้ำสมัย ถัดลงมาเป็นตำแหน่งสำหรับวางกุญแจรถ และปุ่มเปิด/ปิดกระจกไฟฟ้า หากเป็นรุ่น Spider ก็จะมีปุ่มควบคุมหลังคาเปิดประทุนด้วย
เบาะนั่งทรงสปอร์ตที่ออกแบบมาเพื่อความสบายสไตล์ GT มีพื้นฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา หุ้มด้วยวัสดุหนังหรือหนัง Alcantara แล้วแต่ตัวเลือกของผู้สั่ง เบาะนั่งโอบกระชับสรีระ มอบความมั่นคงแม้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง มีที่วางแขนตรงกลางขนาดกะทัดรัดพร้อมช่องเก็บของด้านใน บริเวณที่พักเท้าฝั่งผู้โดยสารมีแป้นยันเท้ามาให้เพื่อความมั่นคง ถือเป็นการออกแบบภายในที่ผสานความสปอร์ต ความหรูหรา และฟังก์ชันการใช้งานไว้อย่างลงตัว ตอบโจทย์ทั้งการขับขี่บนสนามแข่งและการใช้งานในชีวิตประจำวันสำหรับซูเปอร์คาร์แห่งยุค 2025
เครื่องยนต์: หัวใจ V12 ไร้ขีดจำกัดจากวิศวกรรม F1
หัวใจหลักของ Ferrari 12Cilindri คือเครื่องยนต์ V12 แบบ Naturally Aspirated (NA) ขนาด 6.5 ลิตร ความจุ 6,496 ซีซี ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจาก 812 Superfast แต่มีการอัปเกรดชิ้นส่วนสำคัญเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมขอย้ำว่านี่คือหนึ่งในขุมพลัง V12 NA ที่บริสุทธิ์ที่สุดและทรงพลังที่สุดในตลาดซูเปอร์คาร์ปี 2025
Ferrari ได้เปลี่ยนชิ้นส่วนข้อเหวี่ยงเป็นไทเทเนียม ซึ่งช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ลดแรงเฉื่อยและเพิ่มการตอบสนองของเครื่องยนต์ได้สูงถึง 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเหล็กหล่อ นอกจากนี้ยังใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแรงสูงสุด เทคโนโลยีจากสนามแข่ง Formula 1 ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างเต็มที่ รวมถึงการปรับผิวด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating (DLC) ที่ช่วยลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลให้กับเครื่องยนต์ได้อย่างมหาศาล
ขุมพลัง V12 วางหน้าค่อนกลางนี้ ให้กำลังสูงสุดถึง 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับเครื่องยนต์ NA แรงม้าที่มาในรอบเครื่องยนต์สูงเช่นนี้ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari V12 ที่หาฟังได้ยากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน
ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch (DCT) F1 แบบ 8 จังหวะลูกใหม่ ที่ได้รับการปรับจูนให้ฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว มอบการส่งกำลังที่ราบรื่นและต่อเนื่อง ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) และมาพร้อมกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและเสถียรภาพในการขับขี่
สมรรถนะที่น่าทึ่ง:
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.:
รุ่น Coupe: 2.9 วินาที
รุ่น Spider: 2.95 วินาที
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.:
รุ่น Coupe: 7.9 วินาที
รุ่น Spider: 8.2 วินาที
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถังของรุ่น Coupe อยู่ที่ 1,560 กก. และ Spider อยู่ที่ 1,620 กก. โดยมีอัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลังอยู่ที่ 48.4:51.6 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีเพื่อความสมดุลสูงสุด การพัฒนาแชสซีส์ตัวถังใหม่ให้ซับเสียงได้ดีขึ้น และมีความแข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น นับเป็นก้าวสำคัญในด้านวิศวกรรม นอกจากนี้ 12Cilindri ยังเป็นรถยนต์ Production Car คันแรกของ Ferrari ที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
มิติตัวถังที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า:
ยาว: 4,733 มม. (ยาวกว่า 812 Superfast 76 มม.)
กว้าง: 2,176 มม. (กว้างกว่า 812 Superfast 205 มม.)
สูง: 1,292 มม. (สูงกว่า 812 Superfast 16 มม.)
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม. (สั้นกว่า 812 Superfast 20 มม.)
ด้วยตัวถังที่เบาและแข็งแรงขึ้น 15% ทำให้ Ferrari สามารถปรับแต่งช่วงล่างของ 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลและยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงการปรับฐานล้อให้สั้นลงเพื่อเพิ่มความกระฉับกระเฉงและตอบสนองต่อการเลี้ยวได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ความสูงและความกว้างที่เพิ่มขึ้นยังช่วยให้รถใช้งานได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน แม้ว่าความยาวที่เพิ่มขึ้นอาจต้องใช้ความเคยชินในการกะระยะอยู่บ้าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ Supercar GT ที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติ
ประสบการณ์ทดลองขับ Ferrari 12Cilindri Spider: นิยามใหม่ของ Supercar GT
การได้ทดลองขับ Ferrari 12Cilindri Spider ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งมีลักษณะเป็นสตรีทเซอร์กิต ถือเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจไม่รู้ลืม รุ่น Spider ที่เราได้ทดสอบมาพร้อมหลังคาแข็งแบบเปิดประทุน ที่สามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที และใช้งานได้ที่ความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. การออกแบบด้านท้ายของรุ่น Spider ที่ลาดลงและมีกระจกกั้นแทนหลังคาแข็ง ซึ่งจะเปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อใช้งานหลังคา ทำให้รถคันนี้ยังคงความสง่างามแม้ในยามเปิดประทุน น้ำหนักตัวถังของ Spider ที่ 1,620 กก. ซึ่งมากกว่ารุ่น Coupe 60 กก. มีผลต่อสมรรถนะเพียงเล็กน้อย โดยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 2.95 วินาที ซึ่งต่างจากรุ่น Coupe เพียง 0.05 วินาทีเท่านั้น ไม่ส่งผลต่อความรู้สึกเร้าใจแต่อย่างใด
รถคันที่เราทดสอบมีออปชั่นเสริม อาทิ พาร์ทคาร์บอนรอบคัน เบาะนั่ง และล้อพิเศษ ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อสมรรถนะหลักของรถ ทำให้มั่นใจได้ว่าความรู้สึกที่ได้รับนั้นใกล้เคียงกับรถที่มาจากโรงงานอย่างแท้จริง สนามทดสอบที่มีทั้งทางตรง โค้งกว้าง และโค้งลึก ทำให้เราสามารถสัมผัสถึงขีดจำกัดและศักยภาพของ 12Cilindri ได้อย่างชัดเจน โดยเราเน้นทดสอบในโหมด Sport จากทั้งหมด 5 โหมดการขับขี่
ในการทดสอบรอบแรกที่ผมได้นั่งเป็นผู้โดยสาร โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้ขับขี่ ผมประหลาดใจกับความเร็วและความแม่นยำในการเข้าโค้งอย่างมาก รถยังคงยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคง แม้ในขณะที่ถูกผลักดันไปจนถึงขีดจำกัด เสียงเครื่องยนต์ V12 NA ที่คำรามกึกก้อง ผสานกับการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและนุ่มนวลอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงศักยภาพอันมหาศาลของรถคันนี้
เมื่อถึงตาที่ผมได้เข้ามานั่งในตำแหน่งคนขับ พร้อมเจ้าหน้าที่ข้างกาย สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือตำแหน่งการนั่งที่สบายและทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม แม้จะเป็นรถหน้ายาว แต่การกะระยะกลับไม่ได้ยากอย่างที่คิด การเซ็ตอัพที่นั่งที่ถูกหลักสรีรศาสตร์ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างผ่อนคลาย แม้จะเป็นซูเปอร์คาร์ก็ตาม
การเร่งความเร็วบนทางตรงของ 12Cilindri นั้นน่าตื่นตาตื่นใจ รถพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกจรวดขับเคลื่อน พร้อมกับเสียงคำรามหวานหูของเครื่องยนต์ V12 NA ที่ลากรอบขึ้นไปสูงถึง 9,250 รอบ/นาที ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เร้าใจแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา ด้วยเกียร์ลูกใหม่ที่ทำงานได้อย่างไหลลื่นและต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เร้าใจยิ่งกว่าคือระบบเบรก การเหยียบเบรกอย่างรุนแรงทำให้รถชะลอความเร็วลงได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง ระบบเบรกที่ยกมาจาก SF90 และ 296 GTB ซึ่งเป็นแบบ Brake-by-wire ทำงานร่วมกับ ABS Evo และระบบอื่นๆ ช่วยให้การเบรกแม่นยำและนุ่มนวล ไม่มีการกระชากอย่างรุนแรง และระบบ Engine Brake ยังเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการชะลอความเร็วอีกด้วย การชิฟท์ดาวน์เกียร์ที่รวดเร็วของเกียร์ DCT เมื่อเหยียบเบรกหนักๆ ทำให้เสียงเครื่องยนต์เร้าใจยิ่งขึ้น และเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถได้เป็นอย่างมาก
สิ่งที่เป็นไฮไลท์และสร้างความประหลาดใจอย่างที่สุดคือ “ช่วงล่าง” หากมองจากภายนอก หลายคนอาจคาดหวังว่า 12Cilindri จะมีช่วงล่างที่แข็งกระด้างและขับยาก แต่กลับกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ขับเข้าโค้งลึกๆ จนท้ายเริ่มสะบัด ผมกลับพบว่ารถคันนี้นุ่มนวลอย่างเหลือเชื่อ เป็นความเฟิร์มที่ติดนุ่มหนึบ ผสานกับตำแหน่งการนั่งที่ดี ทำให้ผมกล้าพูดได้เลยว่า 12Cilindri คือ Supercar ที่สามารถใช้งานได้ทุกวันอย่างแท้จริง การขับรถที่ยางบางเฉียบแต่ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถยางหนาๆ ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง รถยังคงนุ่มหนึบและจิกถนนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ รู้สึกเหมือนล้อดูดติดพื้นตลอดเวลา และเมื่อรถมีอาการท้ายสะบัดออก ระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ที่ประมวลผลร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D เพื่อวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ก็สามารถดึงรถกลับเข้าสู่แนวโค้งได้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวล โดยไม่รู้สึกถึงความอันตรายใดๆ ตรงกันข้าม กลับทำให้รู้สึกสนุกและมั่นใจในศักยภาพของรถคันนี้มากขึ้นไปอีก
ด้วยระยะฐานล้อที่สั้นกว่า 812 Superfast ผสานกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ (Virtual Short Wheelbase 3.0 – PCV) ทำให้ 12Cilindri มีความกระฉับกระเฉงและคล่องตัวอย่างมาก ตัวถังที่แข็งแรงขึ้นและใต้ท้องรถที่สูงขึ้นเล็กน้อย ทำให้ Ferrari สามารถเซ็ตอัพระบบช่วงล่างออกมาได้อย่างลงตัวและสมดุลยิ่งกว่ารุ่นก่อนๆ ทั้งหมดนี้ทำให้ 12Cilindri เป็น Supercar สไตล์ GT ที่มีช่วงล่างดีเยี่ยม ขับขี่ได้ทุกวัน และสามารถใช้งานเป็นรถยนต์คู่ใจในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง (หากคุณไม่กังวลเรื่องค่าน้ำมัน)
Ferrari 12Cilindri: การลงทุนในอนาคตแห่งตำนาน V12
ในยุคที่กระแส electrification กำลังมาแรง และอนาคตของเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิมเริ่มถูกตั้งคำถาม Ferrari 12Cilindri ยืนหยัดอย่างภาคภูมิในฐานะอนุสรณ์สถานแห่งความบริสุทธิ์ของขุมพลัง V12 NA นี่ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่เป็นชิ้นงานสะสมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวิศวกรรมที่อาจเพิ่มมูลค่าในอนาคตอันใกล้ ราคา Ferrari 12Cilindri ที่สะท้อนถึงงานฝีมือ วิศวกรรม และเทคโนโลยีระดับสูงสุด ทำให้มันเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาซูเปอร์คาร์ตัวจริงที่ผสมผสานความเร้าใจของการขับขี่เข้ากับความหรูหราสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกล และศักยภาพในการเป็นของสะสมล้ำค่า
สรุป: บทสรุปแห่งความเป็นเลิศจาก Ferrari ในปี 2025
Ferrari 12Cilindri คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า Ferrari ยังคงเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์ซูเปอร์คาร์ที่ไร้ที่ติ ด้วยดีไซน์ที่ได้รับรางวัล Car Design Award 2025 สมรรถนะที่เหนือชั้นจากเครื่องยนต์ V12 NA อันเป็นเอกลักษณ์ และประสบการณ์การขับขี่ที่ผสานความเร้าใจเข้ากับความสะดวกสบายอย่างลงตัว ทำให้ 12Cilindri ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินทาง แต่เป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาที่เปรียบไม่ได้ นี่คือ Supercar GT ที่แท้จริง ที่สามารถพาคุณโลดแล่นไปบนท้องถนนได้อย่างมีสไตล์และมั่นใจ พร้อมจะสร้างความประทับใจในทุกการขับขี่
หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสบทบาทใหม่ของตำนาน V12 สัมผัสถึงงานฝีมือระดับโลก และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์ที่ไม่ธรรมดา ขอเชิญคุณมาร่วมเปิดประสบการณ์สุดพิเศษกับ Ferrari 12Cilindri ที่โชว์รูม Ferrari ใกล้บ้านคุณ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเพื่อข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายทดลองขับ อย่ารอช้าที่จะเป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์แห่งยุค 2025 ที่จะกลายเป็นตำนานในอนาคต!
![[ตอนที่ 2] 594T1020 AD140 ที่แท้พี่ฟู่ก็คือแฟนเก่าเหมยนั้นเอง](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1895.png)
![[ตอนที่ 2] 595T1020 AD141 พี่ฟุ่เคยบอกไว้ว่า คนที่จากไปไม่มีวันจะไม่มีวันจากเราไป](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/10/image-1896.png)