Mercedes-AMG CLS 2025: ตำนานบทสุดท้ายที่น่าจับตาในโลกยานยนต์ยุคใหม่
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นรถยนต์หลากหลายรุ่นถือกำเนิดและจากไป แต่มีไม่กี่รุ่นที่สามารถทิ้งร่องรอยอันลึกซึ้งไว้ในใจของผู้คน เฉกเช่นเดียวกับ Mercedes-AMG CLS รถสปอร์ตซีดานสี่ประตูผู้บุกเบิกที่กำลังจะกลายเป็นตำนาน บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกถึงเหตุผลที่ทำไม Mercedes-AMG CLS โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่น CLS 53 4MATIC+ และ CLS 220d AMG Premium จึงยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งในปี 2025 ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่คือชิ้นงานศิลปะบนล้อและมรดกทางวิศวกรรมที่ควรค่าแก่การครอบครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ภูมิทัศน์ยานยนต์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
จุดจบของยุคสมัย การเริ่มต้นของตำนาน
อย่างที่หลายท่านทราบกันดีว่า Mercedes-Benz ได้ตัดสินใจยุติการผลิตรถยนต์ตระกูล CLS ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการปรับทัพครั้งสำคัญของค่ายดาวสามแฉกเพื่อมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ SUV และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นกระแสหลักของตลาดในปี 2025 นี้ การตัดสินใจดังกล่าวอาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกเสียดาย แต่จากประสบการณ์ของผม นี่คือจุดที่ทำให้ CLS ก้าวข้ามสถานะ “รถยนต์” ไปสู่ “ของสะสม” และ “รถคลาสสิกแห่งอนาคต” การที่จำนวนรถในตลาดลดน้อยลง ไม่ได้หมายถึงความนิยมที่ลดลง แต่กลับเพิ่มมูลค่าและความพิเศษให้กับผู้ที่ได้ครอบครอง ยิ่งเป็นรุ่นพิเศษอย่าง AMG CLS 53 4MATIC+ Final Edition ด้วยแล้ว ยิ่งมีความหมายในฐานะ “การลงทุนรถยนต์” ที่มีศักยภาพในการรักษามูลค่า หรือแม้กระทั่งเพิ่มมูลค่าในอนาคต
Mercedes-Benz CLS คือผู้นำเทรนด์ “คูเป้สี่ประตู” ที่ผสมผสานความสง่างามของรถเก๋งซีดานเข้ากับเส้นสายอันเร้าใจของรถสปอร์ตได้อย่างลงตัว เมื่อครั้งเปิดตัวครั้งแรก CLS ได้สร้างความฮือฮาด้วยการออกแบบที่แหวกแนวและท้าทายกรอบเดิมๆ ของรถยนต์หรูแบบดั้งเดิม การตัดสินใจยุติการผลิตในปี 2025 นี้ จึงเป็นการปิดฉากยุคหนึ่งของนวัตกรรมการออกแบบยานยนต์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปิดประตูสู่สถานะใหม่ นั่นคือการเป็นไอคอนที่ไม่มีวันตาย
ปรัชญาการออกแบบที่เหนือกาลเวลา: ความงามที่ยังคงโดดเด่นในปี 2025
สิ่งที่ทำให้ CLS ยังคงเป็นรถที่น่าหลงใหลในปี 2025 คือปรัชญาการออกแบบที่ไร้กาลเวลา เส้นสายที่พลิ้วไหว หลังคาลาดเอียงแบบคูเป้ที่ผสานเข้ากับประตูสี่บานได้อย่างแนบเนียน ให้ความรู้สึกถึงความเร็วและความสง่างามในคราเดียวกัน ในขณะที่รถยนต์รุ่นใหม่ๆ มักจะเน้นความดุดันและเหลี่ยมมุมที่ชัดเจน CLS กลับนำเสนอความโค้งมนที่หรูหราและอ่อนช้อย ทำให้มันโดดเด่นและแตกต่างจากฝูงชนบนท้องถนนอย่างชัดเจน
จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่าการออกแบบของ CLS สะท้อนถึง “Timeless Automotive Design” ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งในด้านสุนทรียภาพและการใช้งานจริงได้เป็นอย่างดี ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ที่ไม่เพียงแต่ให้ความสว่างสูงสุด แต่ยังปรับรูปแบบการส่องสว่างได้ตามสภาพถนนและสภาพอากาศ คืออีกหนึ่งตัวอย่างของการผสานเทคโนโลยีเข้ากับดีไซน์ที่งดงามได้อย่างลงตัว ล้ออัลลอย AMG ขนาด 20 นิ้วที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ยิ่งเสริมสร้างความสปอร์ตและความแข็งแกร่งให้กับรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ในยุคที่รถยนต์ SUV ครองตลาด การได้เห็น CLS วิ่งอยู่บนถนนยังคงสร้างความประทับใจไม่เสื่อมคลาย ด้วยสัดส่วนตัวถังที่สมบูรณ์แบบ ความยาว 5,012 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,896 มิลลิเมตร และความสูงเพียง 1,422 มิลลิเมตร พร้อมระยะฐานล้อ 2,939 มิลลิเมตร มอบทั้งความโอ่อ่าภายในและความรู้สึกสปอร์ตปราดเปรียวภายนอก นี่คือรถที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดสายตาและมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า
ขุมพลัง AMG CLS 53 4MATIC+: การผสานความแรงและเทคโนโลยี Mild-Hybrid ยุค 2025
สำหรับผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะขั้นสุดยอด Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ คือคำตอบที่ใช่ แม้จะเป็นรถที่เปิดตัวมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เครื่องยนต์เบนซินรหัส M256.930 แบบ 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จอินเตอร์คูลเลอร์ พร้อมระบบ Mild-Hybrid EQ Boost 48V ยังคงเป็นขุมพลังที่ทันสมัยและทรงพลังอย่างยิ่งในปี 2025
จากประสบการณ์การขับขี่ของผม ระบบ EQ Boost ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มกำลัง แต่เป็นการยกระดับ “Driving Dynamics” ให้ไปอีกขั้น มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 22 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร เข้ามาช่วยเสริมแรงบิดในช่วงรอบต่ำได้อย่างราบรื่นและทันที ทำให้รถออกตัวได้อย่างฉับไว ลดอาการรอรอบของเทอร์โบ ส่งผลให้กำลังสูงสุด 435 แรงม้า และแรงบิด 520 นิวตันเมตร ของเครื่องยนต์น้ำมัน ถูกปลดปล่อยออกมาได้อย่างเต็มศักยภาพตลอดช่วงการใช้งาน อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. เป็นตัวเลขที่บอกเล่าได้ถึงความสามารถอันน่าทึ่งของขุมพลังนี้
ระบบส่งกำลัง AMG SPEEDSHIFT TCT 9G แบบ 9 จังหวะ พร้อม Paddle Shift ที่พวงมาลัย ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ ได้อย่างลงตัว มอบการถ่ายทอดกำลังที่แม่นยำและเสถียร ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองหรือการตะลุยเส้นทางคดเคี้ยว ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม AMG RIDE CONTROL+ ที่ปรับระดับความสูง-ต่ำได้ ยิ่งเพิ่มความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ ตั้งแต่ความนุ่มนวลสบายในโหมด Comfort ไปจนถึงความแข็งแกร่งและแม่นยำในโหมด Sport+ ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจสำคัญของ “AMG Performance” ที่แท้จริง
CLS 220d AMG Premium: ความหรูหรา ประหยัด และใช้งานได้หลากหลาย
สำหรับผู้ที่มองหาความสมดุลระหว่างความหรูหรา ดีไซน์อันโดดเด่น และ “Fuel Efficiency” เพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน CLS 220d AMG Premium คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม เครื่องยนต์ดีเซลรหัส OM 654 แบบ 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic
จากประสบการณ์ของผม เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นนี้ของ Mercedes-Benz ขึ้นชื่อเรื่องความประหยัดน้ำมันและความทนทาน แม้จะไม่ได้เน้นสมรรถนะระดับ AMG แต่ก็ให้พละกำลังที่เพียงพอต่อการขับขี่ในทุกสถานการณ์ ทั้งยังให้ “แรงบิดดีเยี่ยม” ในรอบต่ำ ทำให้การขับขี่ในเมืองมีความคล่องตัวและผ่อนคลาย ด้วยความจุถังน้ำมัน 66 ลิตร CLS 220d สามารถพาคุณเดินทางได้ไกลโดยไม่ต้องแวะเติมน้ำมันบ่อยๆ ซึ่งเป็นข้อดีอย่างยิ่งสำหรับ “Luxury Sedan” ที่เน้นการใช้งานจริง
การออกแบบภายนอกแบบ AMG bodystyling และล้ออัลลอย AMG Multi-spoke ขนาด 20 นิ้ว ก็ยังคงบ่งบอกถึงความเป็นรถหรูสปอร์ตอย่างชัดเจน ไม่แพ้รุ่นพี่อย่าง CLS 53 ทำให้ CLS 220d เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการ “รถพ่อบ้าน/แม่บ้าน” ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการขับขี่แบบครอบครัวที่สะดวกสบาย และการออกไปโลดแล่นในวันพักผ่อนอย่างมีสไตล์
AMG CLS 53 4MATIC+ Final Edition: ของสะสมที่แท้จริงแห่งยุค 2025
นี่คือสุดยอดแห่ง CLS สำหรับนักสะสมและผู้ที่ต้องการความพิเศษอย่างแท้จริง ด้วยจำนวนจำกัดเพียง 114 คัน แบ่งเป็นสีดำ Obsidian Black และสีขาว Polar White อย่างละ 72 คัน ทำให้ AMG CLS 53 4MATIC+ Final Edition เป็น “Limited Edition Car” ที่มีคุณค่าและหายากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2025 ที่การผลิตยุติลงแล้ว
ความพิเศษของ Final Edition ไม่ได้มีเพียงแค่จำนวนจำกัด แต่ยังรวมถึงการตกแต่งที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น จากประสบการณ์ของผม การปรับแต่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องประดับ แต่เป็นการเสริมบุคลิกและความเป็นเอกลักษณ์ของรถให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก:
Night Package II รอบคัน: การตกแต่งภายนอกด้วยสีดำเงา ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ Turbo 4MATIC+, โลโก้ Mercedes-Benz และสัญลักษณ์ AMG CLS 53 ด้านท้ายแบบโครเมียมรมดำ ยิ่งเพิ่มความดุดัน ลึกลับ และความพิเศษให้กับตัวรถ
ล้ออัลลอย AMG 5 Twin-spoke Light-alloy Wheels สีดำ: ลายล้อที่แตกต่างและสีดำที่เข้ากันกับ Night Package II สร้างความลงตัวทางสายตา
คาลิเปอร์เบรกสีแดง พร้อมอักษร AMG: บ่งบอกถึงสมรรถนะของระบบเบรก AMG ที่พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่
ไฟส่องสว่างใต้ประตูตราสัญลักษณ์ AMG: รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สร้างความประทับใจยามเปิดประตู
ท่อไอเสีย AMG Performance Exhaust System (พร้อมวาล์วปรับระดับเสียง): ไม่ใช่แค่เสียงที่เร้าใจ แต่ยังเพิ่ม “ประสบการณ์ขับขี่” ที่เหนือกว่า สามารถปรับระดับความดังของเสียงท่อได้ตามอารมณ์และสถานการณ์
โปรแกรมการขับขี่ AMG DYNAMIC PLUS: ซึ่งรวมถึงโปรแกรม RACE Drive พร้อม Drift Mode นี่คือสุดยอดของความสปอร์ตที่ AMG มอบให้ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปลดปล่อยศักยภาพของรถได้อย่างเต็มที่ในสนามแข่ง หรือสัมผัสถึงความตื่นเต้นในการควบคุมรถในระดับที่เหนือกว่า
สำหรับ “Collector’s Car” การได้ครอบครองรุ่น Final Edition ในปี 2025 จึงเป็นการคว้าโอกาสสุดท้ายในการเป็นเจ้าของชิ้นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Mercedes-AMG
ห้องโดยสาร: สุนทรียภาพแห่งความหรูหราและเทคโนโลยียุค 2025
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ CLS คุณจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของ “Luxury Interior” ที่ผสมผสานความสปอร์ตและความประณีตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เบาะนั่งหุ้มหนัง AMG nappa leather ตัดสลับ DINAMICA Microfibre ไม่เพียงให้ความรู้สึกหรูหรา แต่ยังกระชับโอบรับสรีระของผู้ขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม เบาะนั่งคู่หน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ ช่วยให้การปรับท่าทางการขับขี่เป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย
จากประสบการณ์ของผม จุดเด่นที่ทำให้ห้องโดยสารของ CLS โดดเด่นในปี 2025 คือ “Widescreen Cockpit” ที่ผสานหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่สองจอเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ หนึ่งจอเป็นมาตรวัดดิจิทัลที่สามารถปรับแต่งการแสดงผลได้หลากหลาย และอีกจอสำหรับระบบมัลติมีเดีย “MBUX System” ที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียง (“Hey Mercedes”), ระบบนำทางแบบ Hard-disc Navigation และการเชื่อมต่อ Music Streaming Service รวมถึง Apple CarPlay และ Android Auto ซึ่งทั้งหมดนี้คือ “Automotive Technology 2025” ที่จำเป็นสำหรับการเชื่อมต่อและอำนวยความสะดวกในยุคดิจิทัล
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบ AMG Performance steering wheel หุ้มด้วยหนัง Nappa และ DINAMICA microfibre พร้อมปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยแบบ AMG Steering Wheel Buttons ช่วยให้การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ทำได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester มอบประสบการณ์การฟังเพลงระดับคอนเสิร์ตฮอลล์ ในขณะที่ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 สี ช่วยสร้างบรรยากาศที่ปรับเปลี่ยนได้ตามอารมณ์ นอกจากนี้ ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless Charging) และ Head-up Display ยังเป็นฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้ในรถยนต์ “Premium Car” แห่งยุคนี้
ระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือการขับขี่: ความมั่นใจในทุกเส้นทาง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมให้ความสำคัญกับ “Advanced Safety Features” เป็นอย่างยิ่ง และ Mercedes-AMG CLS ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยชุดระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือการขับขี่ที่ครอบคลุม เพื่อความอุ่นใจในทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น:
Active Brake Assist: ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ช่วยลดความเสี่ยงในการชนท้าย
Blind Spot Assist: ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา เพื่อความปลอดภัยในการเปลี่ยนเลน
Active Lane Keeping Assist: ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทาง ลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่ระยะไกล
Active Parking Assist with PARKTRONIC และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง: ช่วยให้การจอดรถในพื้นที่แคบเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย
ATTENTION ASSIST: ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ป้องกันการหลับใน
ถุงลมนิรภัยรอบคัน: รวมถึงถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ฟีเจอร์เหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด ทำให้ CLS ไม่ได้เป็นเพียงรถที่เร็วและหรูหรา แต่ยังเป็นรถที่ชาญฉลาดและปลอดภัย ตอบโจทย์ความต้องการของ “ผู้บริโภคยุคใหม่” ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีความปลอดภัยเป็นอันดับต้นๆ
ประสบการณ์การครอบครอง CLS ในปี 2025: มากกว่าแค่การขับขี่
การเป็นเจ้าของ Mercedes-AMG CLS ในปี 2025 ไม่ใช่แค่การขับขี่รถยนต์ แต่เป็นการลงทุนใน “Automotive Legacy” ที่กำลังจะกลายเป็นของหายาก จากมุมมองของผม CLS ไม่ได้แข่งขันกับ SUV ในเรื่องพื้นที่ใช้สอยหรือความอเนกประสงค์แบบเต็มรูปแบบ แต่เป็นการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่พิเศษกว่า ความรู้สึกที่ได้จากการควบคุม “Sports Sedan” ที่มีเส้นสายงดงามเช่นนี้ ไม่สามารถหาได้จากรถยนต์ประเภทอื่น
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา “Used Luxury Car Market” การมองหา CLS รุ่นที่ไม่ใช่ Final Edition ที่ได้รับการดูแลอย่างดี ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง ด้วยมาตรฐานการผลิตของ Mercedes-Benz และเครือข่ายศูนย์บริการทั่วประเทศ ทำให้มั่นใจได้ในเรื่อง “Mercedes-Benz Service” และความทนทานในระยะยาว
บทสรุปและคำเชิญ
Mercedes-AMG CLS คือรถยนต์ที่ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของรสนิยม ความหลงใหล และวิศวกรรมยานยนต์ขั้นสูง ในปี 2025 ที่โลกยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ CLS กลับโดดเด่นในฐานะ “ตำนานบทสุดท้าย” ที่ยังคงน่าครอบครอง ไม่ว่าจะเป็น CLS 53 4MATIC+ สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะขั้นสุดยอดและความพิเศษระดับโลก หรือ CLS 220d AMG Premium สำหรับผู้ที่มองหาความหรูหรา ประหยัด และใช้งานได้หลากหลาย
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมขอยืนยันว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่คุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งของตำนานนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสม ผู้ที่ชื่นชอบความเร็ว หรือผู้ที่มองหารถยนต์ที่สะท้อนถึงรสนิยมอันโดดเด่น Mercedes-AMG CLS คือคำตอบที่ใช่
อย่าปล่อยให้โอกาสในการเป็นเจ้าของ “สุดยอดแห่งสุนทรียะและสมรรถนะ” นี้ผ่านไป เยี่ยมชมโชว์รูม Mercedes-Benz ใกล้บ้านคุณ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์มือสองระดับพรีเมียม เพื่อสัมผัสประสบการณ์ Mercedes-AMG CLS ด้วยตัวคุณเอง ก่อนที่ตำนานบทนี้จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่า และรถยนต์คันงามเหล่านี้จะกลายเป็นของหายากที่ประเมินค่ามิได้
![[ตอนต่อไป] 679T1129 AC272 แอบมีชู้เป็นช่างสัก.mp4](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/11/image-431-1.png)
![[ตอนต่อไป] 680T1129 AC273 ปลอมเป็นเจ้าของร้าน สลับกล่องยัดไส้ให้ลูกค้า.mp4](https://reviewfilmthai.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/11/image-432-1.png)